Yogurt
โยเกิร์ต:ของว่างแสนอร่อยที่ให้คุณประโยชน์หลากหลาย
โยเกิร์ต ถือกำเนิดในแถบเทือกเขาคอเคซัสของรัสเซียมาช้านาน คำว่าโยเกิร์ตมาจากการผสมคำ ระหว่างคำว่า yog ที่แปลว่าหนาหรือข้น และ urt ที่แปลว่า น้ำนม ในภาษาทราเซียน เมื่อนำมารวมกันจึงเกิดคำว่า yoghurt ที่แปลอย่างตรงๆว่าน้ำนมข้นนั่นเอง เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม โดยการใช้แบคทีเรีย แลคโตบาซิลัส เอซิโดซิส และ สเตรปโตคอคคัส เทอร์โมฟิลลัส เป็นหลักใส่ลงไปหมักผลิตภัณฑ์นมต่างๆ แบคทีเรียเหล่านี้ช่วยย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมให้เป็นกรดแลคติค ทำให้มีภาวะกรดและมีรสเปรี้ยว เป็นอาหารที่มีรสอร่อย อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าสะดวกซื้ออย่างร้าน 7- eleven ในโยเกิร์ตประกอบด้วยคุณประโยชน์จากผลิตภัณฑ์จากนมวัว ในปริมาณของโยเกิร์ต 8 ออนซ์ จะให้โปรตีนระหว่าง 8- 10 กรัม หรือ ร้อยละ 16 ถึง 20 ของข้อกำหนดปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับในแต่ละวัน (Daily Recommended Value หรือ DRV)
นอกจานี้โยเกิร์ตยังเป็นแหล่งของแคลเซียมที่ดี (แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่มีมากที่สุดในร่างกาย อยู่ในกระดูกและฟัน โดยจะจับกันเป็นผลึกอยู่กับฟอสฟอรัส เป็นเกลือ แคลเซียมฟอสเฟส ช่วยในการแข็งตัวของเลือด เกี่ยวกับการทำงานของกล้ามเนื้อระบบประสาท ทำให้เกิดการหดตัวของเซลล์กล้ามเนื้อทั่วไป รวมทั้งกล้ามเนื้อหัวใจให้เป็นไปตามปกติ อีกทั้งเป็นตัวกระตุ้นการทำงานของโปรตีนอื่นๆด้วย) โยเกิร์ตบางชนิดมีปริมาณของแคลเซียมสูงถึงร้อยละ 35 ของข้อกำหนดปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับในแต่ละวันด้วย ในปริมาณที่เท่ากันระหว่างนมกับโยเกิร์ตนั้น ในโยเกิร์ตจะมีแคลเซียมมากกว่าในนมนิดหน่อย
การเลือกรับประทานโยเกิร์ตในการลดน้ำหนักถือเป็นคุณประโยชน์ เพราะให้
แคลเซียม ฟอสฟอรัส เป็นแร่ธาตุที่มีมากเป็นอันดับสองในร่างกายรองจากแคลเซียม อยู่ในกระดูกและฟัน แต่ส่วนที่เหลือจะกระจายอยู่ในเลือดและอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ไต สมอง และกล้ามเนื้อ หน้าที่หลักของฟอสฟอรัสคือทำงานร่วมกับแคลเซียม เพื่อเสริมสร้างและซ่อมแซมกระดูกให้แข็งแรง และยังทำงานร่วมกับไขมันในเลือดเพื่อสร้างสารประกอบฟอสโฟลิปิด (phospholipid) ที่มีบทบาทในโครงสร้างและการเผาผลาญพลังงานภายในเยื่อหุ้มเซลล์ทั่วร่างกาย
ไวตามินบี 2 ไวตามินบี 2 หรือ Riboflavin เป็นไวตามินในกลุ่มไวตามินบีรวม ละลายได้ในน้ำ อาจรู้จักในชื่อเรียกอื่น ๆ ได้แก่ ไวตามินจี กรดแลคโตฟลาวิน ไวตามินบี 2 พบได้ในอาหารจำพวก เครื่องในสัตว์ ไข่ นม เป็นต้น ไวตามินบี 2 มีความจำเป็นต่อการหายใจของเซลล์ เมตาบอลซึ่มของคาร์โบไฮเดรตและไขมัน เป็น co-enzyme ในปฏิกิริยาการเปลี่ยนไวตามิน บี 6 และกรดโฟลิก ทั้งยังทำหน้าที่รักษาสภาพของเยื่อบุผิวและ mucosa หรือชั้นเยื่อเมือก ให้เป็นปกติ เมื่อร่างกายขาดไวตามิน บี 2 จะมีอาการ เริ่มแรกนั้นริมฝีปากจะอักเสบ แห้งและแตก มุมปากจะซีด แตก เรียกว่า ปากนกกระจอก และเมื่อเป็นมากขึ้นจะมีอาการทางผิวหนัง ใบหน้ามีสะเก็ดมันๆ ต่อมาจะมีอาการอักเสบของตา ตาสู้แสงไม่ได้ คันตาและแสบลูกตา
ไอโอดีน เป็นส่วนประกอบที่จำเป็นในการผลิตฮอร์โมนของ ต่อมธัยรอยด์ ซึ่งต่อมธัยรอยด์จำเป็นต้องใช้ไอโอดีนเพื่อสร้างฮอร์โมน ชื่อว่า “ธัยร๊อกซิน สำหรับควบคุมการทำหน้าที่และเสริมความเจริญเติบโตตามปกติของสมองประสาทและเนื้อเยื่อของร่างกาย หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับไอโอดีนจากอาหาร จะถูกนำไปสร้างธัยรอยด์ฮอร์โมน และจะถูกส่งไปยังตัวอ่อนที่อยู่ในครรภ์เพื่อนำไปกระตุ้นให้ร่างกายมีการเจริญเติบโต โดยเฉพาะทางด้านสมองและระบบประสาท กล่าวคือช่วยให้เซลล์สมองมีการแตกแขนงของเส้นใยสมองมากมาย ทำให้ทารกมีความฉลาด
ไวตามิน บี 12 พบมากในอาหารจากสัตว์และนม ได้แก่ ปลา ไก่ ไก่งวง เนื้อ นม ผลิตภัณฑ์จากนม เช่น เนย โยเกิร์ต ช่วยในการผลัดเปลี่ยนเซลล์ โดยเฉพาะการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง ไวตามินบี12 รักษาเยื่อไมลิน (myelin) ที่ปกป้องเส้นประสาท ช่วยในการเปลี่ยนอาหารเป็นพลังงาน และมีบทบาทสำคัญในการผลิตสารพันธุกรรมดีเอ็นเอและอาร์เอ็นเอ
ไวตามินบี 5 เป็นสิ่งจำเป็นต่อการปฏิบัติงานของต่อมอะดรีนัล และช่วยกระตุ้นให้ผลิตคอร์ติโซนและฮอร์โมนสำคัญอื่น ๆ เพื่อรักษาสุขภาพของผิวหนังและประสาท และสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค ช่วยละลายพิษยาลดพิษ ช่วยขับพิษต่าง ๆ ออกจากร่างกาย และป้องกันเซลล์ถูกทำลายโดยรังสี รักษาความสมดุลของ ๆ เหลวในเนื้อเยื่อ ช่วยเปลี่ยนคอเลสเตอรอลเป็นฮอร์โมนสำหรับต่อต้านความเครียด ป้องกันอาการอ่อนเพลีย ช่วยในการเผาผลาญอาหารพวกโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน ช่วยในการย่อยและเป็นส่วนประกอบของน้ำย่อย รักษาความเยาว์วัยให้คงนาน
สังกะสี มีส่วนร่วมทำงานกับเอ็นไซม์ ซึ่งจำเป็นในขบวนการสร้างกระดูกและฟัน ช่วยในการปรับปรุงการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะควบคุมการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิด ทีลิมโฟไซต์ ทำให้ทำงานป้องกันเชื้อโรคแปลกปลอมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีความสำคัญต่อการควบคุมการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) และควบคุมการทำงานของอวัยวะรับสัมผัส (Taste Sensation) ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้เซลล์สามารถจับกับไวตามิน เอ (Vitamin A) ไว้ได้ดีขึ้น และช่วยให้เซลล์สามารถนำเอาไวตามินเอไปใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้นด้วย ซึ่งช่วยทำให้เซลล์ผิวพรรณที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ๆ มีสุขภาพดี และพบว่ายังเกี่ยวข้องกับการรักษาสมดุลของปริมาณไขมันในผิวหนัง และควบคุมปัญหาการเกิดสิวจากการอุดตันของไขมันได้ด้วย อีกทั้งจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตและการเจริญของระบบสืบพันธุ์ และช่วยให้ต่อมลูกหมากทำหน้าที่ได้ถูกต้อง ป้องกันการเป็นหมัน
โพแทสเซียม มีส่วนช่วยในการนำกระแสประสาท ทำให้กล้ามเนื้อหดตัว ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจและความดันเลือด โพแทสเซียมยังควบคุมปริมาณของเหลวภายในเซลล์โดยทำงานร่วมกับโซเดียมเพื่อรักษาสมดุลของของเหลวในร่างกาย นอกจากนี้โพแทสเซียมยังช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนน้ำตาล (กลูโคส) ในเลือด ไปเป็นพลังงานสะสม (ไกลโคเจน) ในกล้ามเนื้อและตับ โพแทสเซียมเป็นสารขับปัสสาวะธรรมชาติ จึงช่วยขับสารพิษที่เกิดจากการเผาผลาญพลังงานด้วย
โปรตีน มีประโยชน์ต่อผิวโดยสร้างคลอลาเจนใต้ชั้นผิวหนังในร่างกาย ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น และช่วยเชื่อมประสานแต่ละเซลล์ให้ยืดติดกันเป็นเนื้อเดียว ทั้งช่วยปกป้องริ้วรอยก่อนวัยได้ และยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงของเซลล์ผมและเล็บของเราอีกด้วย มีความสำคัญในการสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง และช่วยลดกลไกการแข็งตัวของเลือด รวมทั้งเป็นส่วนประกอบหลักของภูมิคุ้มกันในร่างกายด้วย
โมลิบดินัม ทำหน้าที่ร่วมกับเอนไซม์ หลายชนิด ซึ่งมีความสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสารทางเคมีในวงจรของคาร์บอน ไนโตรเจน และซัลเฟอร์ ทำงานร่วมกับเอนไซม์ที่เกี่ยวกับการควบคุมการใช้ออกซิเจนและระบบเผาผลาญอาหารพวกไขมัน อีกทั้งป้องกันการเกิดมะเร็ง โลหิตจาง และกำจัดสารพิษ ช่วยเปลี่ยนโปรตีนเป็นกรดยูริก เป็นต้น
นอกจากโยเกิร์ตจะให้ประโยชน์จำพวกไวตามินและเกลือแร่ต่าง ๆ แล้ว ยังให้คุณประโยชน์ด้านอื่น ๆ อีกด้วย ได้แก่
ช่วยในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
มีรายงานจากมหาวิทยาลัย Tufts ชี้ว่าคุณสมบัติที่ให้คุณประโยชน์เชิงคุณภาพที่เกิดขึ้นจากการรับประทานโยเกิร์ตที่ให้มากกว่าโปรตีนกับแคลเซียม จากหัวข้อศึกษาของ Simin Nikbin Meydani, Ph.D. ที่ตีพิมพ์ในวารสาร The American journal of Clinical Nutrition (Am. J. Clin. Nutr. 2000; 71 : 861-72 ) พบว่า ในโยเกิร์ตช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น การรับประทานโยเกิร์ตช่วยปกป้องบริเวณลำไส้ กล่าวโดยสรุปแล้ว โยเกิร์ตมีประโยชน์ในการปกป้อง ป้องกันการติดเชื้อ จากงานวิจัยเบื้องต้น ระบุว่า การเพิ่มปริมาณการบริโภคโยเกิร์ตขึ้นจะมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคมะเร็งและภาวะติดเชื้อ อย่างภาวะติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ได้ด้วย
โยเกิร์ตอาจมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งในลำไส้ได้
โยเกิร์ตมีประโยชน์ต่อลำไส้ก็เนื่องจากว่า กระเพาะอาหารเปรียบเป็นด่านสำคัญในการกำจัดเชื้อโรค เนื่องจากความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร สามารถฆ่าแบคที่เรียหลายๆ ชนิด ก่อนที่เชื้อโรคเหล่านี้จะผ่านไปยังลำไส้ แบคทีเรียในโยเกิร์ตก็เช่นเดียวกัน จะถูกทำลายไปจำนวนหนึ่งเมื่อผ่านไปที่กระเพาะอาหาร ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องรับประทานโยเกิร์ตในปริมาณที่มากพอ เพื่อให้แบคที่เรียที่มีประโยชน์เหล่านี้จำนวนหนึ่งเหลือรอดผ่านไปยังลำไส้ได้ อย่างไรก็ตามในลำไส้เองก็มีแบคทีเรียมากมายหลายประเภทอาศัยอยู่ บางชนิดมีประโยชน์ต่อร่างกาย บางชนิดก็ไม่มีประโยชน์ เมื่อเรารับประทานโยเกริ์ต แบคทีเรียที่อยู่ในโยเกิร์ตจัดเป็นสิ่งแปลกปลอมของร่างกาย แบคทีเรียเหล่านี้จึงไม่สามารถที่จะเกาะติดผนังลำไส้ได้ ดังนั้นจึงถูกขับออกจากลำไส้อย่างรวดเร็ว ในรูปของอุจจาระ สำหรับแบคที่เรียแลคโตบาซิลัสที่เป็นประโยชน์ต่อลำไส้จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ อีกทั้งแบคทีเรียแลคโตบาซิลัสโดยเฉพาะ Lactobaciillus acidophilus จะช่วยเร่งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายในลำไส้ใหญ่และช่วยลดการเปลี่ยนน้ำดีเป็นกรดน้ำดีซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็ง ปริมาณแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้จะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคต่างๆที่บริเวณลำไส้ นอกจากนี้แบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อลำไส้พวกนี้จะทำลายสารอันตรายต่างๆ เช่น สารไนเตรตและไนไตรท์ ก่อนที่สารเหล่านี้จะเปลี่ยนเป็นไนโตรซามีนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งอย่างหนึ่งด้วย