สมัครสมาชิก   ลืมรหัสผ่าน?   Activate
       
  • หน้าแรก
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
หน้า: [1] 2

1 -  ข่าวสาร-News / ข้อมูลสุขภาพ / Re: เรื่องเล่าเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก

เริ่มโดย webmaster - กระทู้ล่าสุด โดย webmaster เมื่อ: มีนาคม 01, 2010, 07:18:09 pm

51.   น้ำตาลทำให้เกิดการชำรุดภายในโครงสร้างของสารพันธุกรรม หรือ DNA
52.   น้ำตาลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของโปรตีน
53.   น้ำตาลทำให้ผิวหนังเกิดรอยเหี่ยวย่นและเกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างของคอลลาเจน
54.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของการเกิดต้อกระจก
55.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของการเกิดโรคถุงลมโป่งพอง
56.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว
57.   น้ำตาลสามารถทำให้เกิดภาวะ low density lipoprotein หรือ LDL สูงขึ้น (มีส่วนประกอบของ โคเลสเตอรอล ในปริมาณสูงถึงร้อยละ 45 ร่างกายสร้าง ทำหน้าที่ขนส่ง โคเลสเตอรอล จากตับไปยังผนังหลอดเลือด เนื้อเยื่อไขมัน และกล้ามเนื้อทำให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นถ้าสูงเป็นระยะเวลานาน จะเกิดการคั่งและเกาะตามหลอดเลือดทำให้เกิดการอุดตันได้ จึงจัดเป็นไขมันชนิดร้าย)
58.   การรับประทานน้ำตาลในปริมาณที่มาก ๆ ทำให้เกิดการลดลงของการรักษาดุลยภาพของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย
59.   น้ำตาลลดประสิทธิภาพการทำงานของเอนไซม์ให้ต่ำลง
60.   การรับประทานน้ำตาลในปริมาณที่สูงจะทำให้เกิดโรคพาคินสันได้
61.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงแบบถาวรในการทำงานของโปรตีนในร่างกาย
62.   น้ำตาลทำให้เกิดการเพิ่มขนาดของตับโดยทำให้เซลล์ตับมีการแบ่งตัว
63.   น้ำตาลทำให้เกิดการเพิ่มปริมาณไขมันในตับ
64.   น้ำตาลทำให้ไตมีการเพิ่มขนาดขึ้นและก่อให้เกิดโรคาพยาธิต่าง ๆ กับไต
65.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของการที่ตับอ่อนถูกทำลาย
66.   น้ำตาลเพิ่มการเก็บรักษาของเหลวในร่างกายทำให้เกิดอาการบวมน้ำ
67.   น้ำตาลเป็นตัวที่ยับยั้งการเคลื่อนไหวของลำไส้ใหญ่ตัวสำคัญ
68.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของภาวะสายตาสั้น
69.   น้ำตาลทำให้เยื่อบุในเส้นเลือดฝอยเสื่อม
70.   น้ำตาลทำให้เกิดภาวะเส้นเอ็นเปราะ
71.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของการเกิดอาการปวดศีรษะ รวมไปถึงไมเกรน
72.   น้ำตาลทำให้เกิดโรคมะเร็งตับในผู้หญิงได้
73.   น้ำตาลมีผลกระทบต่อระดับผลการเรียบนของเด็ก ๆ ในเชิงลบและเป็นสาเหตุของการเกิดความผิดปรกติของสมองในกระบวนการเรียนรู้ (Learning Disorder)
74.   น้ำตาลทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของคลื่นสมองบางชนิด ได้แก่ delta, alpha, theta
75.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของภาวะซึมเศร้า
76.   น้ำตาลเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในกระเพาะอาหาร
77.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะที่อาหารไม่ย่อย
78.   น้ำตาลสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเกาต์ได้
79.   น้ำตาลสามารถเพิ่มระดับกลูโคสในการทดสอบความทนทานของน้ำตาลกลูโคส (เป็นวิธีการหนึ่งในการตรวจหาเบาหวาน) มากกว่าการรับประทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน
80.   น้ำตาลสามารถเพิ่มการตอบสนองต่ออินซูลินในบุคคลที่มีการบริโภคน้ำตาลในปริมาณสูงเมื่อเปรียบเทียบกับบุคคลที่บริโภคน้ำตาลในปริมาณน้อย
81.   บุคคลที่บริโภคน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ในปริมาณมาก ๆ  ทำให้ความสามรถในการเรียนรู้ลดลงได้
82.   น้ำตาลทำให้โปรตีนในเลือด อัลบูมิน (albumin เป็นรูปแบบของโปรตีนส่วนใหญ่ที่พบในเลือด ถูกสร้างโดยตับจากกรดอะมิโนที่ได้รับจากอาหาร) และไลโพโปรตีน ลดประสิทธิภาพในการในการจัดการกับไขมันและคลอเรสตอรอลในร่างกาย
83.   น้ำตาลทำให้เกิดโรคความจำเสื่อมได้
84.   น้ำตาลทำให้เกิดภาวการณ์แข็งตัวของเกร็ดเลือด
85.   น้ำตาลทำให้เกิดความไม่สมดุลของฮอร์โมน เนื่องจากฮอร์โมนบางชนิดจะกลายเป็นฮอร์โมนที่ไม่มีการตอบสนองและบางฮอร์โมนก็กลายเป็นฮอร์โมนที่ไวต่อการตอบสนอง
86.   น้ำตาลทำให้เกิดนิ่วในไตและทางเดินปัสสาวะ
87.   น้ำตาลทำให้สมองส่วนไฮโปธาลามัส ((Hypothalamus) มีการทำงานประสานกันระหว่างระบบประสาท somatic ระบบประสาทอัตโนมัติและระบบต่อมไร้ท่อ  โดยมีศูนย์ควบคุมต่างๆ  ได้แก่  ศูนย์ควบคุมกรทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ  ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิ  ศูนย์ควบคุมสมดุลน้ำ  ศูนย์ควบคุมการกิน พฤติกรรมและการแสดงออก  ระดับความรู้สึกตัว และสร้างฮอร์โมน  2  ชนิด)  มีความไวต่อการตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ มากขึ้น
88.   น้ำตาลทำให้เกิดอาการหน้ามืดได้
89.   น้ำตาลเทียมสูงทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระและภาวะที่เซลล์ถูกทำลายด้วยสารอนุมูลอิสระอันเป็นที่มาของความเสื่อมเรื้อรังกว่า 70 ชนิด
90.   การรับประทานน้ำตาลซูโคสในปริมาณที่สูง ของผู้ที่ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบทำให้เพิ่มภาวะของการแข็งตัวของเกร็ดเลือด
91.   การรับประทานน้ำตาลในปริมาณที่สูงนำไปสู่การเกิดโรคมะเร็งระบบท่อน้ำดี
92.   น้ำตาลเป็นอาหารของมะเร็ง
93.   การบริโภคน้ำตาลในปริมาณสูงในหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นวัยรุ่นมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เด็กแรกคลอดจะมีน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์เป็นสองเท่า
94.   การบริโภคน้ำตาลในปริมาณสูงเป็นสาเหตุของการนำไปสู่การลดลงของระยะเวลาในการตั้งครรภ์ในหมู่สตรีวัยรุ่น
95.   น้ำตาลมีส่วนทำให้เกิดการชะลอในการเดินทางของอาหารในระบบทางเดินอาหาร
96.   น้ำตาลเพิ่มความเข้มข้นของกรดน้ำดีในอุจาระและเพิ่มเอนไซม์ในแบคทีเรียในบริเวณลำไส้ใหญ่
97.   น้ำตาลเพิ่มฮอร์โมนเอสตาไดออล (เป็นฮอร์โมนแอสโตรเจนชนิดรังไข่ที่พบในเพศหญิง) ในผู้ชาย
98.   น้ำตาลจะรวมตัวกับฟอสเฟสและทำลายเอนไซม์  ซึ่งจะทำให้กระบวนการของการย่อยอาหารมีความลำบากมากขึ้น
99.   น้ำตาลทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งในถุงน้ำดี
100.   น้ำตาลเป็นสารเสพติดชนิดหนึ่ง
101.   น้ำตาลสามารถออกฤทธิ์ทำให้มึนเมาได้คล้ายกับแอลกอฮอลล์
102.   น้ำตาลส่งผลให้อาการก่อนมีประจำเดือน (หรือ เรียกว่า Premenstrual syndrome     (PMS)โดยมีอาการที่ไม่สบายกาย หงุดหงิด อารมณ์ไม่แจ่มใส มีสิวขึ้น เป็นต้น ก่อนการมีประจำเดือน) มีความรุนแรงมากขึ้นกว่าปรกติ
103.   น้ำตาลมีผลกระทบต่อปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทารกแรกคลอดสร้างขึ้นหลังจากการใช้ออกซิเจนไป
104.   การลดปริมาณการบริโภคน้ำตาลลงจะสามารถช่วยเพิ่มความมั่นคงทางอารมณ์ได้
105.   ร่างกายจะเปลี่ยนรูปของน้ำตาลไปเป็นไขมันในกระแสเลือด ได้ 2-5 เท่า มากกว่าขณะที่เป็นแป้ง
106.   การดูดซึมของน้ำตาลที่รวดเร็วช่วยให้ร่างกายคนเรารับประทานอาหารได้มากกว่าปรกติ
107.   น้ำตาลทำให้โรคสมาธิสั้นในเด็กมีอาการแย่ลงมากกว่าเดิม
108.   น้ำตาลมีผลเสียต่อองค์ประกอบของสารน้ำอิเล็กโทรไลต์ในกระเพาะปัสสาวะ (หากสารน้ำและเกลือในร่างกายมีความผิดปรกติก็ส่งผลให้เกิดอันตรายต่อชีวิตได้)
109.   น้ำตาลสามารถชะลอความสามารถในการทำงานของต่อมหมวกไต
110.   น้ำตาลมีอิทธิพลแฝงต่อการเกิดกระบวนการเผาผลาญที่ผิดปรกติได้ในบุคคลที่มีสุขภาพดีทั่วไปและก่อให้เกิดโรคความเสื่อมเรื้อรังได้
111.   I.Vs  หรือการให้สารอาหารทางเส้นหลอดเลือดของน้ำที่มีน้ำตาลผสมอยู่นั้นสามารถยับยั้งออกซิเจนมิให้ไปเลี้ยงสมองได้
112.   การที่ร่างกายได้รับซูโครสปริมาณที่สูงอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงตัวสำคัญในการก่อให้เกิดมะเร็งปอดได้
113.   น้ำตาลเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคโปลิโอ
114.   การที่ร่างกายได้รับน้ำตาลในปริมาณที่สูงอาจก่อให้เกิดโรคลมบ้าหมู (อาการที่คนไข้ชักอย่างฉับพลัน)
115.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของความดันโลหิตสูงในคนที่มีรูปร่างอ้วน
116.   ในส่วนของ “หออภิบาลผู้ป่วยหนัก” หรือหน่วย “ICU” นั้นจะมีการกำหนด มาตรฐานของระดับน้ำตาลเพื่อรักษาสวัสดิภาพของผู้ป่วยไว้
117.   น้ำตาลทำให้เกิดการตายของเซลล์
118.   น้ำตาลทำให้รับประทานอาหารได้มากขึ้น
119.   ในสถานพินิจคุ้มครองเด็กและเยาวชน เมื่อเด็ก ๆ ได้รับการเพิ่มปริมาณการบริโภคน้ำตาล พบว่า ร้อยละ  44 จะกลายเป็นเด็กที่มีพฤติกรรมต่อต้านสังคม
120.   น้ำตาลนำไปสู่การเกิดโรคมะเร็งในต่อมลูกหมาก
121.   น้ำตาลทำให้ทารกประสบภาวการณ์ขาดน้ำในทารกแรกเกิด
122.   น้ำตาลทำให้เกิดการเพิ่มของฮอร์โมนเอสตาดิออล (estradiol เป็นฮอร์โมนแอสโตรเจนชนิดรังไข่ในเพศหญิง) ในชายหนุ่ม
123.   น้ำตาลทำให้ทารกแรกเกิดมีน้ำหนักตัวน้อย
124.   การบริโภคน้ำตาลทรายขาวในปริมาณมากมีความสัมพันธ์กับการเป็นโรคจิตเภท (กลุ่มความผิดปกติทางจิต มีความผิดปกติทางความคิด มีทั้งเชิงบวกและเชิงลบ เชิงบวกเช่น ประสาทหลอน หูแว่ว หลงผิด มีพฤติกรรมท่าทางแปลก ๆ เช่น หัวเราะสลับร้องไห้ เป็นต้น ส่วนเชิงลบ เช่น ไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ  นั่งนิ่งไม่สนใจอะไร เป็นต้น)
125.   น้ำตาลสามารถทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของระดับของ homocysteine ในกระแสเลือด (homocysteine เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่มีอะตอมของกำมะถันเป็นองค์ประกอบ พบในร่างกายของมนุษย์ โดยเกิดจากกระบวนการเมแทบอลิซึมของกรดอะมิโน เมทไธโอนิน(Methionine) โดย homocysteine เป็นสารกึ่งกลางในการเปลี่ยนจาก methionine ไปเป็นกรดอะมิโนอีกชนิดหนึ่งคือ cysteine โดยในภาวะปกติ homocysteie เป็นผลิตผลที่ไม่มีพิษภัยต่อระบบการทำงานของร่างกาย แต่กลับพบว่าเมื่อระดับ Homocysteine ในเลือดสูงขึ้นเกินกว่าค่าปกติจะเป็นพิษต่อผนังเซลล์หลอดเลือดโดยจะไปทำลายผนังด้านในของหลอดเลือด โดยเฉพาะหลอดเลือดขนาดเล็ก เช่น หลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดที่อยู่ในสมอง และหลอดเลือดที่ไตจะมีผลทำให้หลอดเลือดที่กล่าวถึงมีโอกาสตีบและอุดตันได้ เช่นถ้ามีการอุดตันที่หลอดเลือดเล็ก ๆ ในสมองก็จะทำให้ผู้ป่วยเกิดอัมพฤกษ์ - อัมพาตได้) แก้ไขด้วยการออกกำลังกาย งดอาหารที่มีไขมันและ รับประทานอาหารที่ให้สารต้านอนุมูลอิสระ)
126.   อาหารที่มีรสหวานจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งในทรวงอก
127.   น้ำตาลก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งในลำไส้เล็ก
128.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งกล่องเสียง
129.   น้ำตาลส่งผลให้เกิดการสะสมของเกลือและการสะสมของน้ำในร่างกายทำให้เกิดอาการบวมน้ำ
130.   น้ำตาลก่อให้เกิดการสูญเสียความทรงจำในระดับที่ไม่รุนแรงมากนัก
131.   บุคคลที่บริโภคน้ำตาลในปริมาณมากเป็นเวลา 10 ปี จะส่งผลให้การดูดซึมสารอาหารที่จำเป็นในร่างกายลดลงโดยตรง
132.   น้ำตาลสามารถเพิ่มปริมาณของอาหารที่เราบริโภคเข้าไป
133.   อัตราการเจริญเติบโตของทารกแรกเกิด 6 เดือน ถึง 2 ขวบ เปิดเผยให้เห็นถึงปริมาณการบริโภคน้ำตาล น้ำเชื่อมซูโครสที่มีปริมาณมาก
134.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของอาการท้องผูก
135.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของเส้นเลือดขอด
136.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของความเสื่อมของสมองในภาวะเสี่ยงก่อนเป็นเบาหวานและโรคเบาหวานในสตรี
137.   น้ำตาลสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร
138.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของการเกิดโรค metabolic syndrome หรือโรคอ้วนลงพุง (เป็นกลุ่มโรคที่ประกอบด้วยความผิดปกติที่มักพบร่วมกันได้แก่ โรคอ้วนลงพุง ความดันโลหิตสูง ระดับน้ำตาลในเลือดสูงและระดับไขมันในเลือดที่ผิดปกติ และเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่2 และการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือด)
139.   การรับประทานน้ำตาลในสตรีมีครรภ์ทำให้เกิดการเพิ่มความผิดปรกติของท่อระบบประสาท (ความผิดปรกตินี้เป็นความพิการแต่กำเนิดที่เกิดขึ้นในช่วงแรกๆ ของการตั้งครรภ์ คือตั้งแต่ วันที่ 20-28 (สัปดาห์ที่ 3-4) หลังจากที่มีการปฏิสนธิของไข่และอสุจิ ในระยะนี้ ตัวอ่อนจะมีเนื้อเยื่อซึ่งแบ่งออกเป็นสามชั้น เนื้อเยื่อชั้นนอกจะแบ่งตัวเพื่อสร้างระบบประสาทและสมอง โดยปกติแล้วเนื้อเยื่อชั้นนอกนี้ จะแบ่งเซลล์ยกตัวขึ้นเพื่อม้วนกลับสร้างให้เป็นท่อของระบบประสาท (Neural Tube) ขึ้นมาก่อน ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นกระดูกสันหลังและไขสันหลังต่อไป ส่วนบริเวณปลายของท่อนี้จะต้องปิดเข้าหากันเพื่อเป็นศีรษะ และก็จะมีการสร้างสมองและกะโหลกศีรษะต่อไป แต่ในกรณีของ Anencephaly ก็คือมีความล้มเหลว ของการปิดบริเวณส่วนปลายของท่อนี้ ดังนั้นจึงไม่สามารถพัฒนาการสร้างส่วนของกะโหลกศีรษะ และสมองให้สมบูรณ์ได้)
140.   น้ำตาลเป็นปัจจัยหนึ่งของการเกิดโรคหอบหืด
141.   การบริโภคน้ำตาลในปริมาณมากทำให้เกิดโอกาสการเป็นโรคลำไส้แปรปรวน (เป็นการทำงานผิดปกติของลำไส้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคลำไส้แปรปรวน มักจะมีอาการปวดท้อง อาจปวดตรงกลางหรือปวดบริเวณท้องน้อย โดยทั่วไปจะปวดท้องน้อยด้านซ้ายมากกว่าด้านขวา ลักษณะอาการปวดมักจะปวดแบบเกร็ง มีอาการแน่นท้อง ท้องอืด อาการจะไม่สัมพันธ์กับอาหาร นอกจากนี้จะมีอาการท้องโตขึ้นเหมือนมีลมในท้อง อาจมีอาการเรอหรือผายลมมากขึ้น และมีอาการถ่ายไม่ปกติ บางรายมีอาการท้องผูก บางรายท้องเสีย หรือในบางรายอาจมีอาการท้องผูกสลับท้องเสียก็ได้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีความรู้สึกเหมือนถ่ายไม่สุด หรือมีอาการปวดเบ่งแต่เมื่อถ่ายอุจจาระแล้วอาการดีขึ้น มักมีอุจจาระเป็นมูกร่วมด้วยได้ อาการต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็น ๆ หาย ๆ มีอาการมากน้อยสลับกันได้ จะมีอาการเกิน 3 เดือน ในระยะเวลา 1 ปี) ได้มากขึ้น
142.   น้ำตาลอาจมีผลต่อสมองส่วนที่ควบคุมความพึงพอใจ และภาคภูมิใจในตนเอง
143.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของมะเร้งทวารหนัก
144.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของมะเร็งเยื่อบุผนังมดลูก


วิธีเพิ่มขบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกายให้มากยิ่งขึ้น
ขบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกายเป็นสาเหตุหลักในการที่จะทำให้น้ำหนักของท่านลดลงได้
เทคนิคง่ายๆในการเพิ่มขบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกาย
1 ไม่ต้องเข้าคอร์สลดน้ำหนักใดๆ เพราะท่านก็สามารถลดน้ำหนักด้วยตัวเองได้ แต่ท่านอาจจะไม่สนใจกระบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกายมากนัก เนื่องจาก มันเป็นการลดน้ำหนักที่เห็นผลช้า แต่การลดน้ำหนักที่เห็นผลอย่างรวดเร็วนั้น เป็นอันตราย เนื่องจากว่า การลดน้ำหนักประเภทที่ว่านี้ จะทำให้ท่านสูญเสียกล้ามเนื้อที่ช่วยในการเผาผลาญอาหารของร่างกายไป ทำให้อัตราการเผาผลาญอาหารของร่างกายของท่านลดลง

2 เลือกบริโภคคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละมื้อ โดยจะต้องเข้าใจถึงสัดส่วนของคาร์โบไฮเดรตที่เหมาะสมสำหรับตัวท่านเอง และต้องมั่นใจว่าจะได้รับในปริมาณที่ถูกต้องในทุกๆมื้อ ท่านอาจจะเคยได้รู้จักกับคาร์โบไฮเครตที่ดีและไม่ดีมาบ้างแล้วแต่ในที่นี้เราจะพูดถึงคาร์โบไฮเดรตที่ดีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คาร์โบไฮเดรตที่ดีบางชนิดก็ให้ปริมาณน้ำตาลออกมามากน้อยไม่เท่ากัน ตามค่าดรรชนีน้ำตาล(Glycemic Index - GI) ซึ่งเราควรจะเลือกชนิดที่ให้น้ำตาลออกมาน้อยที่สุด

3 ต้องมั่นใจว่าในระหว่างที่ท่านควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักอยู่นั้น ท่านได้รับปริมาณผัก-ผลไม้และโปรตีนชนิดที่ไม่ติดมัน (lean protein) ในปริมาณที่เพียงพอ ซึ่งโปรตีนที่ไม่ติดมันชนิดนี้จะถูกร่างกายสังเคราะห์และนำไปสร้างเป็นกล้ามเนื้อที่ช่วยในกระบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกาย ส่วนผักและผลไม้จะช่วยในเรื่องของระบบภูมิคุ้มกันต่าง ๆ ของร่างกาย ผักจะช่วยในการควบคุมความอยากอาหารเพราะเนื่องจากผักมีกากใยสูงและมีปริมาณแคลอรี่ที่ต่ำ ทำให้ท่านสามารถที่จะรับประทานได้มากตามที่ต้องการ  ผลไม้ก็เช่นกัน แต่ผลไม้จะมีปริมาณแคลอรี่ที่มากกว่าผักอยู่เล็กน้อย  เพราะผลไม้มีปริมาณน้ำตาลต่อหน่วยสูงกว่าผักเมื่อนำมาเทียบกัน

4 น้ำอัดลม มีปริมาณน้ำตาลFructose ที่ค่อนข้างสูง ทำให้เรารู้สึกสดชื่นและกระปรี้กระเปร่าได้ แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ปริมาณน้ำตาลที่ได้รับอาจไปขัดขวางการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน และเป็นอันตรายต่อกระบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกายเป็นอย่างมาก ดังนั้นหากเราจำเป็นต้องดื่มน้ำอัดลมจริงๆ แนะนำให้ดื่มชนิดที่มีน้ำตาลน้อยจะดีกว่า

5 น้ำตาลก็คือน้ำตาล ไม่ว่าจะสีไหนแบบไหน ก็เหมือนกัน คือ เป็นสารที่มีแคลอรี่สูงมากและไม่มีแร่ธาตุอะไรเลย เพราะฉะนั้นอย่าได้หลงเชื่อโฆษณาที่บอกว่าน้ำตาลทรายแดงดีกว่าน้ำตาลทรายขาวทั่วไปนั้น เพราะจริงๆแล้ว น้ำตาลทรายแดง คือ น้ำตาลที่มีกากน้ำตาลติดอยู่ ดังนั้นสิ่งที่เราควรคำนึงมากที่สุดก็คือปริมาณน้ำตาลที่เราบริโภคเข้าไปนั่นเอง

6 ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทุกคนคงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นการช่วยเพิ่มกระบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกาย การออกกำลังกายจะช่วยเผาผลาญปริมาณแคลอรี่ในร่างกายของเรา และหากท่านออกกำลังกายแบบ Resistance Training หรือการออกกำลังกายแบบเคลื่อนย้ายหรือส่งถ่ายแรง เช่นการยกน้ำหนัก การวิดพื้น ซิทอัพ เป็นต้น และ Cardiovascular Exercise (เป็นการออกกำลังกายเพื่อความแข็งแรงของปอดละหัวใจและยังสามารถช่วยเผาผลาญแคลอรี่อีกด้วย ซึ่งการออกกำลังกายประเภทนี้ไม่จำเป็นที่จะไปโรงยิมเสมอไป ท่านสามารถออกกำลังกายประเภทนี้ได้ในชีวิตประจำวัน เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน กอล์ฟ ขี่ม้า เป็นต้น )จะยิ่งช่วยเพิ่มกระบวนการเผาผลาญอย่างมากเลยทีเดียว (Resistance Training คือ การฝึกซ้อมที่ต้องสู้กับความต้านทาน เช่น ยกน้ำหนัก กระโดดสูง  กระโดดไกล  และนักวิ่งระยะสั้น เป็นต้น ส่วน Cardiovascular Exercise หรือ aerobic exercise  คือการออกกำลังกายใดๆ ก็ตามอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมีการเพิ่มการใช้ออกซิเจนในการกระบวนการเผาผลาญอาหารเพื่อสร้างพลังงานของร่างกายมากขึ้น เมื่อต้องใช้ออกซิเจนมากขึ้น ระบบหายใจและระบบไหลเวียนโลหิตก็ต้องทำงานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การออกกำลังกายแบบนี้จึงเป็นการฝึกความทนทานของปอดและหัวใจ เช่น  การวิ่ง-เดินบนลู่วิ่ง การขี่จักรยาน เป็นต้น)

  * ข้อควรจำ เทคนิคเหล่านี้ จะประสบผลสำเร็จก็ต่อเมื่อลงมือทำเท่านั้น


วิธีการจัดการทางด้านโภชนาการที่ง่ายที่สุด
1 การรับประทานเพื่อเป้าหมายของท่านเอง
 - หากท่านต้องการที่จะลดน้ำหนัก ให้ท่านรับประทานน้อยกว่าที่ร่างกายท่านต้องการ 30%
- หากท่านต้องการที่จะเพิ่มน้ำหนัก ให้ท่านรับประทานมากกว่าที่ร่างกายท่านต้องการ15%
โดยใช้ BMI Calculator เป็นเกณฑ์ (BMI Calculator หรือโปรแกรมคำนวณค่า ดัชนีชี้ค่าความอ้วนเป็นเกณฑ์ประเมินว่าอ้วนหรือไม่ โดยคำนวณค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) คือ เอา น้ำหนักตัว (หน่วย กก.) หารด้วย ส่วนสูง (หน่วย เมตร) ยกกำลังสอง จะได้ค่า ๆ หนึ่งออกมาเพื่อเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้เพื่อประเมินว่าร่างการของท่านอยู่  ณ ระดับใด)

2 การรับประทานเพื่อความคงที่ของน้ำหนัก
- ต้องรับประทานอาหารให้ได้สารอาหารทั้ง3ชนิด อย่างน้อยสารละ30% (โปรตีน/คาร์โบไอเดรต/ไขมัน) อีก10%ให้รับประทานตามใจชอบ

3 รับประทานอาหารให้ถูกต้อง
- โปรตีน แบบไม่ติดมันหรือธรรมดา เช่น ไก่ ไก่งวง ไข่ขาว หางนม
 - คาร์โบไฮเดรต ให้เลือกรับประทานผักและผลไม้เป็นอาหารหลักและควรจะอยู่ในอาหารทุกๆมื้อระหว่างที่ท่านกำลังควบคุมอาหาร
- ไขมัน ให้รับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ และควรเลือกแบบที่ไขมันต่ำเท่านั้น เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันพืช เป็นต้น

4 รับประทานบ่อยๆ 4-6 มื้อต่อวั
- ในแต่ละมื้อควรจะมีโปรตีนที่สมบูรณ์เพียงพอ
-ในแต่ละมื้อควรจะมีคาร์โบไฮเดรตอย่างน้อย 1 ชนิด ระหว่างผักและผลไม้

5 การดื่มน้ำ
- ผู้หญิงที่ออกกำลังกาย ควรจะดื่มน้ำอย่างน้อย ครึ่งแกลลอนถึง 1 แกลลอน ต่อวัน
- ผู้ชายที่ออกกำลังกาย ควรจะดื่มน้ำอย่างน้อย 1 ถึง 1 แกลลอนครึ่ง ต่อวัน


โปรตีน 101
โปรตีนเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายและร่างกายต้องการทุกวัน เพื่อไปใช้ทำหน้าที่ที่หลากหลาย ดังนี้
-   ทำหน้าที่สร้าง ซ่อมแซม และดูแลรักษา เซลล์และเนื้อเยื่อต่างของมนุษย์ เช่น ผิวหนัง กล้ามเนื้อ และอวัยวะต่างๆในร่างกาย เป็นต้น
-   ทำหน้าที่สร้างเอนไซม์และฮอร์โมนชนิดต่างๆ เพื่อนำไปใช้ในส่วนต่างๆของร่างกาย โดยที่ตัวเอนไซม์จะเป็นตัวทำให้เกิดปฎิกริยาเคมีต่างๆในร่างกาย ส่วนตัวฮอร์โมนจะมีหน้าที่ส่งสัญญาณให้เอนไซม์ต่างๆเริ่มและหยุดการทำงาน ตามที่ร่างการต้องการ
-    ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกัน ป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย เช่น แบคทีเรีย,ไวรัสเป็นต้น
-   ทำหน้าที่ควบคุมปริมาณของเหลวในร่างกาย
-   ควบคุมความเป็นกรด-เบสของร่างกาย โดยปกติแล้วร่างกายของเราจะสร้างกรดและเบสอยู่ตลอดเวลา เพื่อทำให้เลือดยังคงเป็นกลางอยู่ ในขณะที่รับของเสียมาจากส่วนต่างทั่วทั้งร่างกายเรา โดยที่มีโปรตีน (พลาสม่าโปรตีน)เป็นตัวสั่งการว่าควรเพิ่ม-ลด ความเป็นกรดและเบสอย่างไร เพื่อให้เลือดยังคงเป็นกลางอยู่
-   นอกเหนือจากประโยชน์ทางข้างต้นแล้ว ในกรณีที่ร่างกายขาดไขมันและคาร์โบไฮเดรตโปรตีนยังสามารถให้พลังงานแก่ร่างกายได้อีกด้วย (4 แคลอรี่/กรัม) แต่ถ้าท่านรับประทานทานแคลอรี่มากกว่าที่ร่างกายของท่านต้องการแล้ว ส่วนที่เหลือก็จะถูกเก็บอยู่ในรูปของไขมันในร่างกาย

ที่มาของโปรตีน

เนื้อสัตว์ เนื้อปลา สัตว์ปีก ไข่ นม ชีส โยเกริต ถั่วเหลือง เป็นอาหารที่อุดมไปด้วย กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตทั้ง 9 ชนิด และด้วยเหตุนี้เองพวกมันเลยถูกจัดว่าเป็นโปรตีนที่สมบูรณ์

พืชที่ให้โปรตีน พืชที่มีลักษณะเป็นฝัก เช่นพืชตระกูลถั่ว เป็นต้น พืชที่ให้ผลผลิตเป็นเมล็ด เช่น
ข้าวบาร์เล่ย์ ข้าวสาลี ข้าวฟ่าง และธัญพืชชนิดต่าง เป็นต้น โปรตีนที่ได้จากพืชจัดว่าเป็นโปรตีนชนิดที่ไม่สมบูรณ์ เพราะ มีกรอดอะมิโนที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตไม่ครบทั้ง 9 ชนิด

แต่สำหรับคนที่อยากรับประทานโปรตีนชนิดที่สมบูรณ์แต่ไม่อยากรับประทานเนื้อสัตว์นั้น มีความเป็นไปได้ เนื่องจากโปรตีนในผักแต่ละชนิดนั้นสามารถเชื่อมต่อกัน จนกลายเป็นโปรตีนที่สมบูรณ์ขึ้นมาได้ นี่เป็นวิธีที่ง่ายและดีที่สุดในการที่เราจะควบคุมอาหารโดยที่ไม่ต้องรับประทานเนื้อสัตว์และยังได้รับโปรตีนที่จำเป็นแบบครบถ้วน

Cheat Days วันแห่งอิสระภาพ

วิธีการให้อิสระตามใจปรารถนา
ในแต่ละสัปดาห์ ท่านอาจจะมีสัก 1วันที่ไม่ต้องควบคุมอาหารก็ได้ ยกตัวอย่าง เช่น
ทุกๆวันเสาร์ท่านสามารถที่จะทานอาหารที่ท่านชอบได้เลยตามต้องการ

ขั้นตอนการทำงานของร่างกายต่อวิธีนี้
ร่างกายของเรานั้นมีการดูแลเพื่อให้เกิดความสมดุลเสมอ จะเห็นได้จากว่า บางคนมีน้ำหนักที่คงที่อยู่ตลอด ยากที่จะขยับขึ้นหรือลง นี่คงเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมบางคนที่งดควบคุมอาหารชั่วคราว  แต่ยังมีน้ำหนักที่คงที่อยู่ คืออาจจะขยับสูงขึ้น แต่เมื่อกลับมาควบคุมอาหารดังเดิม ก็จะกลับมาเท่าเดิมในระยะเวลาเพียงไม่นาน นั่นก็เป็นเพราะที่น้ำหนักเท่านั้นเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดสำหรับร่างกาย ร่างกายของท่านต้องการแค่การปรับตัว เพื่อที่จะกลับมามีรู้สึกดีอีกครั้งหนึ่ง แต่วิธีนี้จะได้ผลเฉพาะกับคนที่ควบคุมอาหารเป็นปกติอยู่แล้ว ไม่ใช่สำหรับคนที่ตั้งใจควบคุมอาหารเพื่อที่จะลดน้ำหนักภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้

คำเตือน
    วิธีมีข้อยกเว้นสำหรับผู้ที่มีปริมาณแคลอรี่ไม่พอ เนื่องจากร่างกายจะเข้าใจว่าอยู่ในช่วงเวลาของการอดอาหาร และจะเก็บสารอาหารทุกชนิดที่รับประทานเข้าไปไว้ในรูปของไขมันมั้งหมด เพื่อดึงมาใช้เป็นพลังงานในภายหลัง
     มันไม่เกี่ยวกันว่า ท่านจะรับประทานมากน้อยแค่ไหน แต่มันขึ้นอยู่กับว่าท่านรับประทานอะไรมากกว่า, ยิ่งกินมาก น้ำหนัก ยิ่งลดมาก ข้าพเจ้าเคยได้ยินเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้วและคิดว่ามันไร้สาระมาก แต่มันกลับใช้ได้จริงสำหรับพวกที่ไม่ยอมทานอาหาร เพื่อที่จะลดน้ำหนัก
     เมื่อสลับกลับมารับประทานแบบ 6-7 มื้อต่อวัน น้ำหนักก็เริ่มลดลงหลังจากผ่านไปได้ 6 สัปดาห์ และการที่จะเลิกรับประทานแบบนี้ก็ง่ายด้วย  เนื่องจากเป็นช่วงที่ร่างกายรู้สึกดีและสามารถปรับตัวได้แล้ว และการเผาผลาญอาหารในร่างกายก็ทำงานอยู่ตลอดวัน ทำให้เวลารับประทานอะไรเข้าไปก็สามารถเผาผลาญได้อย่างง่ายดาย

สรุป
     เราควรจะควบคุมอาหาร เลือกรับประทานแต่อาหารที่ดีต่อสุขภาพเป็นเวลาประมาณ 3- 4 อาทิตย์ จากนั้นให้กลับมารับประทานอาหารตามเดิม (หรือเริ่มCheat Days) ร่างกายอาจจะใช้เวลาปรับตัวบ้าง แต่หลังจากนั้น  ท่านก็จะมีความรู้สึกหิวและอยากอาหารอยู่ตลอดเวลา ก็ให้ท่านกลับมาควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด  โดยท่านจะต้องพยายามตอบสนองต่อความอยากของท่าน ในระดับที่คงที่คือ รับประทานเมื่อรู้สึกหิว ในปริมาณที่ไม่มากหรือไม่น้อยเกินไป ในแต่ละมื้อ ให้เท่าๆกัน  และเมื่อร่างกายของท่านปรับตัวได้แล้ว ความอยากอาหารนั้นก็จะหมดไป และท่านก็จะรู้สึกดีเมื่อท่านได้รับประทานอาหารในแต่ละมื้อนั้น เนื่องจากในช่วงของการปรับตัวนั้น ร่างกายจะมีความรู้สึกหิวและอยากอาหารมาก และเมื่อได้รับประทานอะไรเข้าไป ก็จะทำให้รู้สึกดีขึ้น และคลายความอยากลงไปได้  ดังนั้น เมื่อร่างกายปรับตัวได้แล้วจึงทำให้เรารู้สึกมีความสุขมากขึ้นในการที่จะรับประทานอาหารในแต่ละมื้อ



2 -  ข่าวสาร-News / ข้อมูลสุขภาพ / Re: เรื่องเล่าเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก

เริ่มโดย webmaster - กระทู้ล่าสุด โดย webmaster เมื่อ: มีนาคม 01, 2010, 07:17:09 pm


20 เหตุผลที่คาดไม่ถึงของความล้มเหลวในการลดน้ำหนัก
       ท่านตัดสินใจที่จะลดน้ำหนักตัว และขณะนี้ท่านได้ปฏิบัติทุกอย่างอย่างถูกต้องแล้ว  ท่านได้ตัดอาหารที่มีไขมันออกไปจากเมนูอาหาร เพื่อการลดน้ำหนักของท่านเท่าที่ท่านจะสามารถตัดได้ ท่านได้หันมาบริโภคบรรดาผลไม้และผักสด ขนมปังธัญพืชไม่ขัดสี และซีเรียลทั้งหลาย  อีกทั้งออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอมากกว่าที่เคยปฏิบัติ  แล้วเหตุใดท่านจึงไม่อาจลดน้ำหนักลงไปได้เล่า มันเป็นเรื่องที่น่าโมโหเมื่อท่านได้พยายามอย่างที่สุดแล้วและมันยังคงมิประสบผลสำเร็จตามที่ท่านได้คาดหวังไว้อีก ทางเลือกของการลดน้ำหนักของท่านอาจจะมีตัวเลขในการอธิบาย เพื่อความเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และช่วยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างง่ายบ้างเล็กน้อย ตรวจสอบลิสต์ข้างล่างและดูว่าอันไหนที่พอจะประยุกต์ใช้กับท่านได้ พิจารณาส่วนที่จำเป็นและก่อนที่ท่านจะทราบมัน  การลดน้ำหนักของท่านก็จะกลับมาสู่แนวทางเดิม
1. เคร่งครัดเกินไป
      “หลายคนเชื่อว่าการลดน้ำหนักที่สมบูรณ์แบบจะช่วยการันตีความสำเร็จได้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือ ความยืดหยุ่นมากกว่าความเข้มงวดเคร่งครัด” Judy E. Marshel ผู้เชี่ยวชาญด้านการลดน้ำหนัก ประธานแห่งสถาบันเพื่อสุขภาพ Health Resources of Great Neck, New York กล่าว หากท่านจะไปรับประทานอาหารที่ภัตตาคารที่ท่านเคยไปประจำและพบว่ามันปิด ท่านก็ไม่กล้าที่จะไปรับประทานที่ภัตตาคารอื่น และกลัวกับการที่จะเปลี่ยนเมนูซึ่งท่านไม่คุ้นชิน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ อย่าไปเคร่งครัดเจาะจงกับอะไรมากไป ทั้งนี้ Marshel ได้อธิบายอีกว่า ความล้มเหลวอาจเกิดจาก ว่า ท่านอาจจะมีการกำหนดวงจรของการรับประทานและการควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักที่มากเกินไปก็ได้
2. การรับประทานไม่เพียงพอ
      ระบบเผาผลาญพลังงานของท่านนั้นเป็นปิศาจจอมเจ้าเล่ห์ รับประทานมากเกินไปมันจะไม่สามารถเผาผลาญบรรดาแคลอรีทั้งหมดได้ ซ้ำร้ายยังทำให้น้ำหนักของท่านเพิ่มขึ้นอีก หากรับประทานน้อยไประบบการเผาผลาญพลังงานของท่านจะรับรู้ว่าร่างกายของท่านอยี่ในภาวะวิกฤติ และจะส่งผลให้ร่างกายของท่านจะค่อย ๆ เผาผลาญแคลอรีที่ท่านรับประทานเข้าไป เพื่อเป็นการรักษาร่างกายให้อยู่รอด ผลลัพธ์ก็คือการรับประทานน้อยไปก็ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้นั่นเอง
     มีผลงานวิจัยหลายชิ้นที่บ่งชี้ถึงการงดปริมาณแคลอรีขณะควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักแบบเด็ดขาด เฉียบพลันนั้น  ไม่ได้ผลทั้งในระยะยาวและในระยะสั้น ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่าเราควรรับประทานอาหารที่มีความจำเป็นต่อร่างกายในปริมาณที่เพียงพออย่าง ผลไม้ ผัก ธัญพืชต่าง ๆ และตัดอาหารประเภทไขมัน น้ำตาล แอลกอฮอล์ออกไป  Marshel ได้กล่าวเตือนไว้ อีกทั้งเสริมว่า “หากท่านไม่รับประทานอาหารที่ให้พลังงานแคลอรีอย่างเหมาะสมแล้ว ต่อให้ท่านกำลังอยู่ในช่วงแผนการของการลดน้ำหนัก ท่านก็จะเห็นถึงการชะลอหรือการหยุดการลดลงของน้ำหนักตัวไปเลย
3. อย่าทำตามความต้องการเหล่านั้น
     “เพื่อที่จะให้การลดน้ำหนักประสบผลสำเร็จ ท่านจำต้องรู้จักประมาณความพึงพอใจจากภายใน ซึ่งเป็นความรู้สึกดีอันเกิดจากการที่ท่านได้รับประทานอาหารเข้าไป หากท่านไม่รับประทานสิ่งเหล่านั้น ท่านก็จะรู้สึกว่ากำลังถูกกีดกันทั้งในเชิงจิตและเชิงกายภาพ และในท้ายที่สุดแล้วท่านก็จะเริ่มรับประทานทุกสิ่งที่ท่านโปรดปรานเป็นอย่างยิ่งมากขึ้นตามมา
     หากท่านเป็นผู้หนึ่งที่ติดการรับประทานช็อกโกแลต ตัวอย่างเช่น ช็อกโกแลตแท่งแช่แข็งไร้ไขมัน หรือช็อกโกแลตปั่นไขมันต่ำ  แม้ว่าท่านจะรับประทานทุกครั้งที่อยู่ในภาวะเศร้า ก็ไม่มีผลทำให้น้ำหนักของท่านเพิ่มขึ้น จงให้ในสิ่งที่ท่านปรารถนาบ้างเล็กน้อย และจากนั้นมันจะทำให้ท่านรู้จักเลือกเมนูอาหารได้อย่างชาญฉลาดขึ้น
4. การกลับสู่พฤติกรรมเดิม ๆ
     การลดน้ำหนักอาจไม่ได้ผลในสอง สาม สี่ครั้งแรก  เมื่อท่านเริ่มลงมือลดน้ำหนักในครั้งแรก ๆ ร่างกายของท่านจะมีการกำจัดน้ำ ไขมันบางส่วน และมวลกล้ามเนื้อบางส่วนออกไป แต่เมื่อใดที่น้ำหนักของท่านกลับมาอีกครั้ง ร่างกายของท่านก็จะเกิดการสะสมเฉพาะไขมัน ซึ่งมีมากกว่ามวลกล้ามเนื้อที่ท่านได้เสียไปในครั้งแรกเสียอีก
     หากท่านลดน้ำหนักด้วยการรับประทานอาหารมังสวิรัติ ก็ไม่ต้องแปลกใจหากต้องใช้เวลานานกว่า และต้องใช้ความพยายามที่ยิ่งใหญ่กว่าในการทำให้น้ำหนักตัวของท่านลดลงไป มีเทคนิคใหม่ สมมติว่า การลดน้ำหนักของท่านขึ้นอยู่กับปริมาณพลังงานแคลอรีจากไขมันที่ ร้อยละ 30 ให้พยายามลดลงให้เหลือที่ระดับ ร้อยละ 25 ด้วยการเพิ่มเวลาในการออกกำลังกายโดยการปั่นจักรยานอยู่กับที่หรือการวิ่งบนลู่วิ่งในแต่ละสัปดาห์ อาจช่วยให้ท่านลดน้ำหนักลงได้ จงอดทนเข้าไว้ ไม่เช่นนั้นการลดน้ำหนักของท่านจะไม่ประสบความสำเร็จ
5. อย่ากลัวกับการเปลี่ยนแปลงที่จะต้องรับประทานอะไรที่ท่านไม่คุ้นชินในแต่ละฤดูกาล
    “คนที่กำลังลดน้ำหนักต่างคิดว่าพวกเขาจำเป็นต้องรับประทานอาหารตามที่ได้จัดไว้แบบเดิม ๆ ในทุก ๆ สถานการณ์ ไม่ว่าจะช่วงหน้าร้อนหรือหน้าหนาว หรือตลอดช่วงลาพักร้อน แต่ความคิดนี้ไม่จริงเลย” Kabatznick กล่าว “บางวันท่านอาจจะมีกิจกรรมที่หนักกว่าวันอื่น ๆ บางวันท่านอาจจะรับประทานอาหารนอกบ้านมากกว่าปรกติ  ยิ่งไปกว่านั้น ท่านควรจะจัดอาหารสำหรับรับประทานในช่วงหน้าหนาว เนื่องจากภูมิอากาศเย็นและร่างกายท่านต้องการพลังงานแคลอรี ในการรักษาร่างกายของท่านให้อบอุ่น” ดังนั้นควรหากิจกรรมทำให้มากขึ้น และเปลี่ยนแปลงรูปแบบการควบคุมน้ำหนักของท่านให้เหมาะสมกับฤดูกาล ซึ่งจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด ที่จะทำให้การลดน้ำหนักได้ผล
6. การใช้ยาขณะลดน้ำหนัก
     โชคไม่ค่อยดีหากท่านมีปัญหาด้านสุขภาพ ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์ นั่นจะเป็นเหตุทำให้การลดน้ำหนักของท่านชะลอลง ตัวอย่างเช่น การใช้ยา Corticosteroids การรักษาโรครูมาตอยด์ อันเป็นสาเหตุให้เกิดการสะสมน้ำในร่างกายและกระตุ้นให้เกิดความหิว ให้ท่านปรึกษากับแพทย์ของท่านเพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสมในการลดน้ำหนัก พร้อมกับการรักษาโดยใช้ยา
7. การเปลี่ยนแปลงความต้องการของร่างกายเมื่อท่านอายุมากขึ้น
     โดยธรรมชาติร่างกายของท่านต้องการพลังงานแคลอรีน้อยลง อย่างไรก็ตาม อะไรที่เคยทำสำเร็จได้ง่ายก็ดูยากขึ้น เมื่อถึงวันเกิดถัดไป กล่าวคือ เมื่ออายุมากขึ้น การลดน้ำหนักก็ทำยากขึ้น ดังนั้นแล้ว ให้เริ่มเตรียมตัวแต่เนิ่น ๆ ลดการรับประทานอาหารที่ให้พลังงานแคลอรีสูงลง และเพิ่มการระดับการออกกำลังกายให้มากขึ้น
8. การสูญเสียความตั้งใจ
      “หลายคนมีค่านิยมเกี่ยวกับการมีรูปร่างที่ผอมบาง และความผอมบางนั้นก็เป็นได้เพียงแค่ในอุดมคติ หรือในจินตนาการ ซึ่งส่งผลให้พวกเขาเหล่านั้นต่างรู้สึกผิดหวัง” Kabatznick อธิบาย แล้วหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น ? การรับประทานอาหารเกินขนาดโดยไม่รู้ตัว หรืออย่างช้า ๆ และการขาดการออกกำลังกาย  จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุใดน้ำหนักตัวจึงยังไม่ลดลง “หากท่านอยู่ในโลกของความเป็นจริง  ท่านจะทราบว่าการลดน้ำหนักนั้น หมายถึง การที่ท่านจะมีรูปร่างที่ผอมขึ้น และมีวิถีชีวิตที่มีสุขภาพที่ดีขึ้น แต่จะต้องไม่ทำให้ท่านสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง” Kabatznick กล่าว
9. การรับประทานที่เรามองข้าม
      “สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ท่านมิได้ใส่ใจ เมื่อท่านได้รับประทานมันเข้าไปในร่างกายของท่าน เช่น ลูกกวาดในกระเป๋าถือของท่าน อาจเป็นขนมปังกรอบ “pretzel” ซึ่งอาหารเหล่านั้นจะใส่เครื่องปรุงแต่ง และท่านจำต้องยอมรับเนื่องจากมาพร้อมกัน” Carole Livingston ได้เขียนเอาไว้ ซึ่งเป็นผู้ประพันธ์หนังสือเรื่อง “I’ll Never Be fat Again” อีกทั้งกล่าวเสริมว่า “ท่านอาจคิดว่าการรับประทานอาหารเหล่านั้นคงจะไม่เป็นอะไร แต่มันจะเป็นเมื่อท่านต้องการที่จะรักษาน้ำหนักของท่านเอาไว้
10. บรรดาอารมณ์ที่ร้าย ๆ ในอดีต
     “เมื่อข้าพเจ้ารู้สึกไม่ดี ข้าพเจ้าจะมีอุปนิสัยการรับประทานอาหารที่แย่ไปด้วย โดยข้าพเจ้าจะรับประทานทุกอย่างที่ข้าพเจ้าไม่ควรจะรับประทานเข้าไป เช่น ไอศกรีม” Marie Simmons ผู้ประพันธ์หนังสือเรื่อง “The Light Touch” กล่าวเอาไว้ ในที่สุดสถานะทางอารมณ์ของท่านก็จะส่งผลต่อระดับความรู้สึกอยากอาหารของท่านด้วย หากท่านปล่อยให้การรับประทานเป็นไปตามสถานะทางอารมณ์แล้ว ท่านก็จะพบว่าตัวท่านกำลังรับประทานของขบเคี้ยวไปโดยไม่รู้ตัวมากขึ้น ๆ ดังนั้นจงตรวจสอบอารมณ์ของท่าน จากนั้นพิจารณาว่าท่านจะจัดการกับสภาพอารมณ์ที่แย่ ๆ ของท่านนั้นให้ดีขึ้นอย่างไร โดยปราศจากการใช้อาหารเป็นเครื่องบำบัด
11. ทำความเข้าใจกับสัดส่วนของอาหารที่รับประทาน
     “เมื่อข้าพเจ้าถามคนที่อยู่ในชั้นเรียนของข้าพเจ้าว่าอะไรคือปริมาณครึ่งถ้วยของสปาเก็ตตี้ หลายคนไม่ทราบ  เวลาอยู่ในจานมันแลดูมีปริมาณที่เล็กน้อย ข้าพเจ้าได้พยายามที่จะช่วยพวกเขาแยกให้เห็นความแตกต่างระหว่างสัดส่วนหรือขนาดที่พอดี ยกตัวอย่างเช่น สปาเก็ตตี้ครึ่งถ้วยถึงหนึ่งถ้วยกับขนาดดั้งเดิม ซึ่งจะมีปริมาณเต็มจาน ปริมาณดั้งเดิมมักจะแบ่งได้เป็นสองส่วน ทั้งสองส่วนนี้มีวิธีการในการเติมเนื้อสัตว์ที่เหมือนกัน สำหรับปริมาณดั้งเดิมหรือที่เป็นมาตรฐานทั่วไป (classic portion) มีเนื้อไม่มีกระดูก เช่น เนื้อปลา หรือเนื้อไก่ ขนาด 4 ออนซ์ หรือมีขนาดเท่าฝ่ามือของท่าน ท่านอาจจะคิดว่าท่านรับประทานไปนิดเดียวแต่ความจริงอาจจะรับประทานมากกว่า” Joann Heslin ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการได้ให้ข้อสังเกตไว้
ข้อแนะนำสำหรับเรื่องนี้ : ไม่ควรเชื่ออะไรอย่างไร้เหตุผลเกี่ยวกับปริมาณของอาหาร จากนั้นให้เริ่มพัฒนาการตระหนักรู้ของตัวท่านว่าความจริงแล้วท่านควรจะรับประทานในปริมาณเท่าใด
12. ค่อยเป็นค่อยไปดีกว่าก้าวกระโดด
     Dean Ornish  ผู้นำแห่งสถาบันวิจัยยาป้องกันโรคในเมือง Sausalito รัฐ California กล่าวว่า “สำหรับหลายคนในการที่จะเปลี่ยนแปลงการรับประทานอย่างกะทันหันของพวกเขามองว่า  ดูจะเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าการเปลี่ยนแปลงแบบทีละเล็กละน้อย” และกล่าวต่อว่า “ตัวอย่างเช่น หากท่านรับประทานเนื้อแดงอย่างต่อเนื่อง และลดปริมาณลงไปเฉย ๆ นั้น ท่านจะรู้สึกเหมือนถูกลิดรอนสิทธิ์ และจะไม่มีวันเลิกรับประทานเนื้อแดงนั้นได้” และในที่สุด ท่านก็ยังคงรับประทานมันอยู่ และเป็นไปได้ที่การลดน้ำหนักจะประสบความสำเร็จยาก หากท่านงดการรับประทานเนื้อไปอย่างเด็ดขาด ไม่เพียงแต่ที่ท่านจะขจัดไขมันได้ปริมาณมากจากการควบคุมอาหาร เพื่อการลดน้ำหนักแต่หลังจากนั้นไม่นานท่านก็จะไม่พลาดที่จะลิ้มรสมันได้เลย
13. ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับไขมัน Veckerelli
    หัวหน้าแห่ง Norwich Inn & Spa ใน Norwich, Connecticut  ได้เตือนเอาไว้ว่า “ไขมันเป็นตัวยับยั้งการลดน้ำหนักที่ใหญ่ที่สุด” และกล่าวต่อไปอีกว่า “ผู้คนถูกทำให้คิดถึงเรื่องการลดคอเลสเตอรอลของตนเอง ดังนั้นพวกเขาอาจจะรับประทานเนยเทียมแทนเนย แต่พวกเขาคงลืมไปว่าไขมันหนึ่งช้อนโต๊ะก็คือไขมันหนึ่งช้อนโต๊ะอยู่วันยังค่ำ
      หลายคนเชื่อว่ายิ่งพวกเขารับประทานไขมันที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ (เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันจากต้น Canola) มากเท่าใดก็จะทำให้พวกเขาได้รับปริมาณไขมันที่ดีดังกล่าวมากตามไปด้วย แต่ในที่สุดก็จะพบว่าน้ำหนักตัวมิได้ลดลงไปเลย “ดังนั้นหากต้องการลดน้ำหนัก ท่านจำต้องเริ่มคำนึงถึงปริมาณที่ท่านรับประทานเข้าไปโดยอัตโนมัตินั่นคือ ปริมาณที่พอดีนั่นเอง”

สิ่งสำคัญ 7 ประการเกี่ยวกับการเผาผลาญไขมัน
ข้าพเจ้าได้ทำงานวิจัยมาแล้วจำนวนมาก และพบว่ามีสิ่งสำคัญ อยู่ 7 ประการที่ข้าพเจ้าใคร่จะร่วมแบ่งปันกับทุกท่านดังนี้

1. การควบคุมอาหารเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการลดน้ำหนัก แต่มิได้หมายความว่าท่านจะต้องปล่อยให้ตัวท่านรู้สึกหิว  เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายต่อตัวท่านเอง  ร่างกายของท่านจะเข้าสู่โหมดของความหิวและจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปก็คงจะคาดเดาได้ไม่ยาก  นั่นคือ การลดลงของระบบการเผาผลาญและรค่างกายจะสั่งการให้เกิดการเก็บสะสมทุกอย่างในร่างกายซึ่งสุดท้ายจะเปลี่ยนไปเป็นไขมัน ท่านจะต้องลดปริมาณการบริโภคแคลอรี่ส์เพื่อที่จะลดน้ำหนักหรือเผาผลาญไขมัน  แต่ท่านจะต้องได้รับอาหารในปริมาณที่เพียงพอต่อการปฏิบัติดังกล่าว ไม่ควรรับประทานขนมปังจำนวนมาก และพยายามงดโซดา แอลกอฮอลล์ หรือของหวานทั้งหลาย เพราะอาหารเหล่านี้จะส่งผลให้มีระดับน้ำตาลในเลือดของท่านสูงขึ้น อันจะทำให้กระบวนการเผาผลาญไขมันลดประสิทธิภาพลง  จงปฏิบัติตามกรอบที่ท่านสามารถพึงจะปฏิบัติได้ การลดการบริโภคที่เคยกระทำเป็นนิจลงจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่เร็วขึ้นและดีกว่าด้วย

2. ไดเอท ไม่ใช่การควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนัก   ผู้คนพากัน “ควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนัก” และลงมือปฏิบัติเพียงชั่วระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น จากนั้นก็จะหยุดและกลับไปทำตามปรกติวิสัยที่เคยปฏิบัติมา ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ท่านรู้สึกไร้สุขกับรูปลักษณ์ของตนเอง  การควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักเพียงชั่วระยะสั้น ๆ นั้นไม่ได้ผล ได้มีการกล่าวอ้างเกี่ยวกับการควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักว่าจะสามารถลดน้ำหนักลงได้ภายในระยะไม่กี่สัปดาห์ แต่ก็ต้องใช้เวลานานกว่าที่ท่านจะได้รับแรงกระตุ้นใหม่อีกครั้ง และระบบการเผาผลาญพลังงานของท่านก็ทำงานลดประสิทธิภาพลงเนื่องจากการรับประทานอาหารไม่เพียงพอในช่วงควบคุมอาหาร ซึ่งจะส่งผลให้น้ำหนักตัวของท่านเพิ่มขึ้นอีกด้วย

3. ท่านไม่จำเป็นต้องกังวลหรือเหนื่อยยากเกี่ยวกับการเผาผลาญพลังงานแคลอรี่ส์  “การเผาผลาญ” หมายถึงการใช้พลังงานแคลอรี่ส์เท่านั้น แต่มักจะมีความหมายในบริบทอื่นด้วย เหตุผลหลักอย่างง่ายที่ผู้คนมีให้ในเวลาของการลดน้ำหนักในช่วงฤดูร้อน คือการที่พวกเขาเหล่านั้นไม่สามารถสวมชุดต่าง ๆ ได้ นั้น ทำให้การรับประทานและการออกกำลังกายของพวกเขา เป็นไปด้วยความรู้สึกที่ดี

4. ท่านสามารถเผาผลาญไขมันด้วยการออกกำลังกาย ทั้งรูปแบบที่เต็มไปด้วยการเอาจริงเอาจังมากและเอาจริงเอาจังน้อย  เป็นเรื่องจริง เมื่อท่านรักษาระดับอัตราการเต้นของหัวใจ  ณ ระดับหนึ่ง การเผาผลาญไขมันของท่านจะสามารถเผาผลาญได้ดีทั้งขณะที่ร่างกายออกกำลังกายมากและขณะที่ร่างกายมีการออกกำลังกายน้อย หรือบางทีก็อาจเผาผลาญได้ดีกว่าตอนที่ออกกำลังกายอย่างหนักเสียอีก  แนวคิดที่ดีที่สุดคือ การเลือกทั้งสองอย่าง อย่างละน้อย การออกกำลังกายในช่วงเช้าก่อนการรับประทานอาหาร จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของท่านลดลงต่ำมาก และไขมันก็จะถูกเผาผลาญ แต่ให้ระวังแรงกระตุ้นที่จะทำให้ท่านรับประทานมากเกินไปในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายในช่วงเช้าก่อนรับประทานอาหารเช้าจะทำให้รู้สึกอยากอาหารได้มาก

5. ท่านสามารถลดไขมันได้ในหนึ่งส่วนของร่างกาย  ร่างกายของท่านจะสะสมไขมันโดยการกำหนดของกลไกทางพันธุกรรมซึ่งขึ้นอยู่กับเพศ  เช่น ข้าพเจ้าเป็นผู้ชาย ดังนั้น ร่างกายของข้าพเจ้าก็จะสะสมไขมันไว้ตามกล้ามหน้าท้อง และบริเวณสีข้าง ข้อเท็จจริงคือ ร่างกายท่านจะมีการเผาผลาญไขมันที่เป็นไปในลักษณะตรงกันข้ามกับลักษณะการสะสม ดังนั้นบริเวณของร่างกายที่มีปัญหาของท่านหรือส่วนที่ท่านต้องการจะขจัดส่วนเกินออกไปก็จะถูกกำจัดออกไปเป็นจุดสุดท้าย  บริเวณบางส่วนเหล่านั้นจะถูกเผาผลาญให้แลดูเพรียวขึ้น  แต่แขนและขาของท่านจะถูกเผาผลาญไขมันออกไปก่อนบริเวณของหน้าท้องและก้น

6. ผู้หญิงที่ออกกำลังกายด้วยการยกน้ำหนักผลลัพธ์ที่ได้จะไม่เหมือนกับผู้ชาย  นี่เป็นหนึ่งในเรื่องที่ไม่น่าพึงใจที่สุดเรื่องหนึ่ง มันเป็นไปไม่ได้ที่ปราศจากการใช้ยา สำหรับการออกกำลังกายด้วยการยกน้ำหนักเพื่อความใหญ่และเพิ่มปริมาณของกล้ามเนื้อในผู้หญิง การเล่นเวทเทรนนิ่งหรือการออกกำลังกายด้วยการยกน้ำหนักนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการออกกำลังกายเพื่อการเผาผลาญไขมัน กล้ามเนื้อจะใช้พลังงานแคลอรี่ส์มากกว่าการสะสมไขมัน  ดังนั้นยิ่งมีการเผาผลาญปริมาณพลังงานแคลอรี่ส์ที่มากขึ้นเท่าใด ท่านก็จะได้มวลกล้ามเนื้อที่ปราศจากไขมันมากขึ้นตามมาด้วยเท่านั้น นอกจากนี้ การออกกำลังกายด้วยการเล่นเวทเทรนนิ่งหรือการยกน้ำหนักนี้ จะเป็นการดีต่อกระดูกของท่าน จงเลี่ยงการออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์เครื่องจักรต่าง ๆ เพราะให้ประสิทธิภาพน้อยกว่าการออกกำลังกายด้วยการยกน้ำหนักโดยใช้มือและแขน (free weight) และควรกะปริมาณน้ำหนักที่มีความพอดีกับท่านจะได้ไม่ได้รับบาดเจ็บขณะออกกำลังกาย

7. จงมุ่งให้ความสำคัญไปที่องค์ประกอบของร่างกายมากกว่าสเกล  แม้นว่าท่านต้องการลดน้ำหนัก ท่านจะต้องแทนที่ไขมันด้วยมวลกล้ามเนื้อและเพิ่มน้ำหนักกล้ามเนื้อมากกว่าน้ำหนักของไขมัน อย่างไรก็ตาม กล้ามเนื้อมีความน่าดึงดูดใจและมีประโยชน์มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขั้นแรกของการลดน้ำหนัก ท่านจะเกิดกังขาว่าเหตุใดตัวเลขบนตราชั่งจึงไม่แสดงถึงความก้าวหน้าในการลดน้ำหนักให้เห็นเลย แต่ในความเป็นจริงแล้ว  ท่านจะพบว่าตัวเลขบนตราชั่งจะไม่สามารถบอกถึงความก้าวหน้าในการลดน้ำหนักได้ดีเท่ากับขนาดที่ลดลงไปได้เลย

   
ท่านเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้อความต่อไปนี้
อ้างแหล่งข้อมูลจากเว็บไซต์  http://rheumatic.org/sugar.htm
เหตุผล จำนวน 140 เหตุผลว่า เหตุใดน้ำตาลจึงเป็นตัวทำลายสุขภาพของท่าน
1.   น้ำตาลสามารถยับยั้งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้
2.   น้ำตาลทำให้การทำงานที่สัมพันธ์กันของแร่ธาตุในร่างกายผิดปรกติได้
3.   น้ำตาลสามารถทำให้เกิดอาการสมาธิสั้น ความวิตกกังวล การไม่มีสมาธิ และการมีอารมณ์ฉุนเฉียวในเด็กได้
4.   น้ำตาลสามารถทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของไตรกลีเซอไรด์ (สารอาหารประเภทไขมันที่ได้จากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป และจากการสร้างขึ้นเองในร่างกายโดยตับและลำไส้เล็ก เป็นตัวสร้างไตรกลีเซอไรด์ 1 กรัม ให้พลังงาน 9 แคลลรี่ ไตรกลีเซอไรด์ละลายอยู่ในเลือดได้โดยรวมตัวกับโปรตีน ดูดซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย บางส่วนถูกสะสมไว้ที่เนื้อเยื่อไขมัน ทำให้หลอดเลือดแดงแข็งตัว และมีอาการร่วมคือ ตับโต ม้าม) อย่างมีนัยสำคัญ
5.   น้ำตาลลดประสิทธิภาพของการป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียในร่างกาย
6.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของการสูญเสียความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อและหน้าที่ ยิ่งท่านรับประทานน้ำตาลมากเพียงใด ร่างกายของท่านก็จะยิ่งสูญเสียความยืดหยุ่นและระบบการทำงานมากขึ้น
7.   น้ำตาลทำให้ความหนาแน่นของ lipoproteins  (เป็นไขมันธรรมดาที่อยู่รวมกับกรดอะมิโนหรือโปรตีนพบในเยื่อหุ้มเซลล์ ในระบบหมุนเวียนเลือดสาร lipoprotein จะหุ้มคลอเรสตอรอลเพื่อทำหน้าที่ขนส่งไปตามกระแสโลหิตสู่ยังเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกายเพื่อนำไปใช้งาน)ลดลงต่ำ
8.   น้ำตาลทำให้ร่างกายขาด Chromium
9.   น้ำตาลทำให้เป็นมะเร็งในรังไข่ได้
10.   น้ำตาลทำให้ระดับน้ำตาลกลูโคสเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
11.   น้ำตาลทำให้ร่างกายขาดธาตุทองแดง (copper)
12.   น้ำตาลยับยั้งการดูดซึมของแคลเซียมและแมกนีเซียม
13.   น้ำตาลทำให้การมองลดประสิทธิภาพลง
14.   น้ำตาลเพิ่มระดับสารเคมีในสมอง พวกสาร dopamine, serotonin, และ nor epinephrine ซึ่งเป็นอันตรายต่อการส่งสัญญาณของระบบประสาท
15.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของการเกิด hypoglycemia หรือภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ
16.   น้ำตาลทำให้เกิดกรดในระบบย่อยอาหาร
17.   น้ำตาลทำให้เกิดการเพิ่มสูงของระดับ adrenaline ในร่างกายเด็กอย่างรวดเร็ว (เพราะการเพิ่มอะดรีนารีลส่วนเกินนี้จะทำให้หัวใจไวต่อการเกิดปฏิกิริยาต่ออะดรีนารีน ผลที่ตามมาก็คือ อัตราการเต้นของหัวใจด้านต่ำจะมีอัตราที่สูงขึ้น)
18.   น้ำตาลทำให้เกิดกระบวนการย่อยและดูดซึมอาหารเสียไปในผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคในลำไส้
19.   น้ำตาลทำให้เกิดริ้วรอย
20.   น้ำตาลนำไปสู่การเกิดอาการแอลกอฮอล์ลิสซึม
21.   น้ำตาลทำให้ฟันผุ
22.   น้ำตาลทำให้เป็นโรคอ้วน
23.   การรับประทานน้ำตาลในปริมาณสูงทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคระบบทางเดินอาหารอักเสบ หรือโรคลำไส้อักเสบและโรคแผลอักเสบในลำไส้ใหญ่
24.   น้ำตาลสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบุคคลที่เป็นโรคแผลในกระเพาะอาหารหรือแผลในลำไส้เล็กส่วนตัน
25.   น้ำตาลสามารถทำให้เกิดโรคข้ออักเสบได้
26.   น้ำตาลสามารถทำให้เกิดโรคหืดได้
27.   น้ำตาลยับยั้งการควบคุมการเกิดโรคการติดเชื้อจากยีสต์ในร่างกาย
28.   น้ำตาลทำให้เกิดโรคนิ่วในถุงน้ำดี
29.   น้ำตาลทำให้เกิดโรคหัวใจ
30.   น้ำตาลทำให้เกิดโรคไส้ติ่งอักเสบ
31.   น้ำตาลทำให้เกิดโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง
32.   น้ำตาลทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร
33.   น้ำตาลทำให้เกิดโรคเส้นเลือดขอด
34.   น้ำตาลสามารถทำให้ระดับกลูโคสและอินซูลินสูงขึ้นในกลุ่มผู้ใช้ยาคุมกำเนิด
35.   น้ำตาลนำไปสู่การเกิดโรคปริทันต์
36.   น้ำตาลทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน
37.   น้ำตาลทำให้เกิดภาวะน้ำลายเปลี่ยนเป็นกรดและเกิดการอักเสบในร่างกาย
38.   น้ำตาลทำให้เกิดการลดลงของระดับอินซูลิน
39.   น้ำตาลทำให้เกิดการลดลงของไวตามินอีในเลือด
40.   น้ำตาลทำให้เกิดการลดลงของ growth ฮอร์โมน
41.   น้ำตาลทำให้เกิดการเพิ่มของคอเรสเตอรอล
42.   น้ำตาลเพิ่มค่าความดันโลหิตตัวบน (หรือเรียกอย่างหนึ่งว่า systolic blood pressure มีค่าสูงเป็นค่าที่เกิดขึ้นขณะที่หัวใจห้องล่างบีบตัว เพราะปกติแล้วหัวใจเป็นศูนย์กลางสูบฉีดโลหิตโดยวงจรหมุนเวียนโลหิตเป็นแบบวงจรปิด  การบีบตัวของหัวใจเพื่อดันให้โลหิตไหลผ่านเส้นโลหิต จะเกิดมีแรงต้านของหลอดโลหิตต่อการไหลของโลหิต เรียกว่าความดันโลหิต (Blood pressure) ซึ่งมี 2 ค่า คือค่าความดันโลหิตตัวบนและตัวล่างซึ่งจะมีค่าต่ำกว่าเกิดขณะหัวใจห้องล่างคลายตัว)
43.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของการเกิดอาการครึ่งหลับครึ่งตื่นในเด็กทำให้ทำกิจกรรมได้น้อยลง
44.   การรับประทานน้ำตาลในปริมาณที่สูงจะเพิ่มโอกาสการเกิดภาวะ Glycation (หรือเรียกว่า non-enzymatic glycosylation) คือ การที่มีน้ำตาลเช่น ฟรุกโตส ,กลูโคส มายึดติดกับโมเลกุลของโปรตีน หรือไขมัน โดยไม่ต้องอาศัย enzyme มาช่วย  กลูโคสบางส่วนจะเกิดการรวมตัวกันกับ Hemoglobin ในเม็ดเลือดแดง เกิดเป็น Glycated Hemoglobin ซึ่งส่วนนี้ ที่จะไปถึงผิวของเรา และบางที เชื้อ P.Acne ก็จะได้น้ำตาลในเม็ดเลือดชนิดนี้ เป็นอาหาร ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มเซลล์ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของความชรา)
45.   น้ำตาลทำให้เกิดการยับยั้งการดูดซึมของโปรตีน
46.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของการแพ้อาหาร
47.   น้ำตาลทำให้เป็นโรคอ้วน
48.   น้ำตาลทำให้เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษในสตรีมีครรภ์
49.   น้ำตาลทำให้เกิดโรคผิวหนังอักเสบในเด็ก
50.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน


3 -  ข่าวสาร-News / ข้อมูลสุขภาพ / Re: เรื่องเล่าเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก

เริ่มโดย webmaster - กระทู้ล่าสุด โดย webmaster เมื่อ: มีนาคม 01, 2010, 07:15:45 pm

ท่านเคยรู้สึกอย่างนี้บ้างไหม
     ท่านรู้สึกว่าจำต้องลดน้ำหนัก ท่านก็เริ่มรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ตอนแรกท่านอาจแทบจะวิ่งไม่ได้ หลังจากนั้นให้วิ่งทีละไมล์ และตอนนี้ท่านสามารถวิ่งได้ 5 ไมล์ สบายๆ แล้ว  แม้ว่าท่านจะมีความคืบหน้าไปบ้าง  แต่ท่านอาจยังคงมีความรู้สึกและรูปลักษณ์อยู่เช่นเดิม ท่านไม่มีความสุขกับรูปร่างของท่านที่เป็นอยู่ วิธีที่จะช่วยได้คือ ให้ท่านถ่ายภาพของท่านหลาย ๆ ใบและในภาพถ่ายจะไม่เห็นเหมือนกับที่ท่านเห็นในกระจก

ท่านจะไปลดน้ำหนักที่ไหน
     ทุกคนดูจะไม่พึงพอใจในรูปร่างของตนเอง และอยากเปลี่ยนแปลงรูปร่าง ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเกิดสงสัยว่า แล้วส่วนใดของรูปร่างที่ทุกคนปรารถนาจะให้มีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดลงของน้ำหนัก  ข้าพเจ้ามีสหายสนิทชาวอเมริกันผู้ซึ่งสามารถลดน้ำหนักได้เป็นระยะเวลานาน เขาต้องการลดพุงของเขา
แล้วคนอื่น ๆ เล่า จงซื่อสัตย์กับตนเอง !!

ความเพียรพยายามในการลดน้ำหนัก : สิ่งนี้ฟังดูคล้ายกันไหม
     หากน้ำหนักของท่านมี 300 ปอนด์ และท่านต้องการจะมีน้ำหนักเพียง 200 ปอนด์ ท่านต้องลดน้ำหนัก แต่ท่านไม่ต้องลดถึง 100 ปอนด์
     ท่านอาจจะมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะแต่เกือบดี  ปัญหามีเพียงท่านขาดการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะทำอะไร ท่านจะไม่สามารถกระตุ้นตัวท่านให้ลงมือออกกำลังกายได้

     สิ่งนั้นคือ ท่านต้องการจะให้น้ำหนักของท่านลดลงและท่านทราบว่าท่านจะมีความสุขหากน้ำหนักได้ลดลงไป อย่างไรก็ตาม ท่านไม่ได้ทำอะไรให้น้ำหนักลดลงเลย ท่านเพียงแค่รู้สึกว่าต้องการฆ่าเวลาที่ทำให้รู้สึกไม่ดีต่อรูปร่างของท่านก็เท่านั้นเอง

การรับประทานอาหารทีมีรสหวาน
     กุญแจสำคัญในการลดน้ำหนักคือการรับประทานอาหารที่มีโภชนาการที่ดี แม้ว่าการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพจะจำเป็นต่อการลดน้ำหนักและดีต่อสุขภาพโดยทั่วไป ผู้คนจำนวนมากก็ยังขาดรสชาติของความหวานไม่ได้ ในความเห็นของข้าพเจ้านั้นการรับประทานอาหารที่มีรสหวานเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านไม่ควรจะงดของหวานออกไปจากเมนูขณะควบคุมอาหารเพื่อกรลดน้ำหนัก ข้าพเจ้าคิดว่าการรับประทานของหวานนั้นเป็นที่ยอมรับได้ตราบเท่าที่รู้จักพอประมาณในการรับประทาน ปัญหาของการลดน้ำหนักไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ว่าอาหารนั้นไม่ดี แต่อยู่ที่ลักษณะของการควบคุมอาหารนั้นต่างหาก ท่านจำต้องควบคุมตัวท่านเองให้มากกว่าที่ท่านเคยปฏิบัติมาแต่ท่านต้องควบคุมตัวท่านเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยไม่เข้มงวดนัก

การลดน้ำหนักโดยปราศจากการนับจำนวนปริมาณแคลอรีและการจัดบัญชีอาหารรายวัน
        มีคำถามหนึ่งที่ผู้คนมากมายถามในขั้นตอนระหว่างการลดน้ำหนัก คือ เป็นไปได้ไหมที่จะลดน้ำหนักโดยปราศจากการรับทราบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับปริมาณแคลอรีที่เรารับประทานเข้าไป บางคนยังคงรักษาวินัยในการรับประทานตามบัญชีอาหารรายวันและแนวทางปฏิบัติทุกอย่าง อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็เริ่มที่จะรู้สึกไม่พึงใจกับกระบวนการนับปริมาณแคลอรี การรับประทานอาหารตามบัญชีอาหารรายวันเป็นสิ่งที่สำคัญ  เพราะมันช่วยสอนให้ท่านรับรู้ว่ามีสิ่งใดบ้างที่ท่านรับประทานเข้าไป และตระหนักถึงปริมาณด้วย
     อย่างไรก็ตาม ระดับของรายละเอียดในบัญชีอาหารรายวันนั้น จำต้องมีความหลากหลายสำหรับแต่ละบุคคล  บางคนต้องการที่จะจดบันทึกทุกอย่างที่พวกเขารับประทาน  บางคนมิได้จดบันทึกรายการอาหารที่รับประทานเข้าไปทั้งหมดในทันทีนั้น  จะกลายเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าที่จะไม่จดจำบรรดาของขบเคี้ยวที่ท่านเพิ่งได้รับประทานไปหรือที่ท่านเพิ่งรับประทานคาร์โบไฮเดรตไปสองครั้งในมื้อกลางวัน หรืออะไรก็ตาม  เมื่อเวลาผ่านไปท่านจะรู้สึกว่า “ดีละหากข้าพเจ้ารับประทานอะไรไปก็จะจดบันทึกเอาไว้และจะไม่รู้สึกเสียใจเลย”
        บางคนไม่ต้องการที่จะจดบันทึกจำนวนแคลอรีทุกอย่างที่พวกเขารับประทานเข้าไป  พวกเขาจะมุ่งความสนใจไปที่การควบคุมปริมาณอาหารที่บริโภคเข้าไป และพวกเขาสูญเสียน้ำหนักไปกับการออกกำลังกายเป็นกิจวัตรซึ่งเหมาะกับข้าพเจ้า
        ผู้คนสามารถลดน้ำหนักได้โดยปราศจากการรับรู้ถึงปริมาณแคลอรีใด ๆ ในความเป็นจริงแล้วการมุ่งความสนใจไปที่แคลอรีเพียงอย่างเดียวจะทำให้ท่านนึกถึงอาหารอย่างต่อเนื่อง  รักษาความเชื่อมโยงระหว่างช่วงที่ท่านจำต้องรับประทานกับเมื่อท่านต้องการรับประทาน  คนที่มีรูปร่างผอมมิได้จัดทำบัญชีอาหารรายวัน  เนื่องจาก พวกเขาจะให้ความสนใจกับเรื่องความต้องการจากภายใน  กล่าวคือ พวกเขาจะรับประทานเมื่อพวกเขารู้สึกหิว และจะหยุดรับประทานเมื่อพวกเขาไม่ต้องการพลังงานสำหรับร่างกายอีกต่อไป  ให้เริ่มที่การจัดทำบัญชีอาหารรายวันก่อนและหลังจากนั้น  เมื่อท่านสามารถเชื่อมโยงความต้องการในการรับประทานอาหารจากภายในได้แล้วท่านก็อาจจะไม่ต้องการบัญชีอาหารรายวันนี้อีกต่อไป

ท่านจะทำให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องที่น่าสนุกสนานได้อย่างไร
        โดยทั่วไปแล้วหนึ่งในอุปสรรคของการออกกำลังกายคือ ความเบื่อหน่าย  บางคนพยายามหาการออกกำลังกายในแบบที่ต่างออกไป เช่น การเล่นบาสเกตบอล  แล้วท่านเล่า  ท่านทำอย่างไรให้การออกกำลังกายของท่านเป็นเรื่องน่าสนุก  ท่านเอาชนะกับการออกกำลังกายที่น่าเบื่อหน่ายนั้นได้อย่างไร
        หนึ่งในความท้าทายโดยทั่วไปของการลดน้ำหนัก คือ การเริ่มโปรแกรมลดน้ำหนักและจบลงสำหรับบางเหตุผลหรืออื่น ๆ หลายคนทุ่มเทเวลากับความพยายามอย่างจริงจังกับการลดน้ำหนักแต่แล้วก็กลับล้มเลิกความปรารถนาในการที่จะลดน้ำหนัก
        หลายคนลดความพยายามลดน้ำหนักลง  พวกเขาไม่ทราบว่า จะคงแรงกระตุ้นใจได้นานเป็นเดือนหรือหลังจากนั้นได้หรือไม่  เพื่อที่จะรักษาการลดน้ำหนักให้ถาวรเอาไว้  บางครั้งผู้คนก็เริ่มที่จะมีความแน่วแน่กับการลดน้ำหนักในช่วงเริ่มต้นปีใหม่และล้มเลิกในอีก 2 เดือนต่อมา  พร้อมกับมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น  หลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่มต้นลดน้ำหนักอีกครั้ง

เหตุใดท่านจึงประสงค์จะลดน้ำหนั
        ทุกคนมีเหตุผลเฉพาะในการที่จะลดน้ำหนัก บ้างก็เพื่อสุขภาพ เพื่อรูปร่าง เตรียมวิวาห์ และอื่น ๆ อีกมากมาย  แต่ข้าพเจ้าต้องการที่จะทราบจริง ๆ ว่าอะไรคือเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้ท่านตื่นนอนทุก ๆ เช้าและมุ่งมั่นกับการลดน้ำหนัก อะไรคือสิ่งสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ท่าน ใช้มานานเท่าใดแล้ว

     ข้าพเจ้าอยากได้ยินคำตอบจากท่านทั้งหลาย

ความตั้งใจและการลดน้ำหนัก
       สิ่งหนึ่งที่ยากที่สุดในการลดน้ำหนัก คือ การเปลี่ยนแปลงความตั้งใจของท่านเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก  การเปลี่ยนความตั้งใจของท่านจะดูยากลำบาก  เนื่องจากว่าท่านฟังแต่สิ่งที่ผู้คนบอกกล่าวแก่ท่าน ถ้าท่านได้รับการบอกเล่าหรือรับความเชื่อเกี่ยวกับตัวของท่านว่าท่านอ้วน  มันจะเป็นจริงเพราะจิตใต้สำนึกจะทำหน้าที่เหมือนโปรแกรมที่คอยสั่งอยู่เสมอว่า “ท่านอ้วน ๆ”
       ส่วนที่ยากลำบากในการลดน้ำหนัก คือ สิ่งที่คอยตรวจเตือนความนึกคิดภายในตัวตนของท่าน หรือสิ่งที่ท่านใช้บอกแก่ตนเองเมื่อกำลังพยายามลดน้ำหนัก  เพราะหลายคนจะบอกแก่ตนเองเป็นการนำร่องอยู่แล้ว  และผู้คนส่วนใหญ่ก็ละเลยความปรารถนาภายในที่จะบอกแก่ตนเอง การที่จะลดน้ำหนักให้ได้ในระยะยาวอย่างจริงจังนั้น ท่านจำต้องเปลี่ยนความตั้งใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักของท่านเอง นั่นหมายความว่า ต้องเปลี่ยนความคิดจากภายในเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก   ในการบ่งชี้ถึงความนึกคิดภายในที่ท่านจะกล่าวถึงการลดน้ำหนัก ให้จดบันทึกข้อความลงไปในกระดาษเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ หรือจดบันทึกสิ่งที่ท่านพูดกับตนเองในทุก ๆ วัน   เมื่อจดบันทึกสิ่งที่ท่านต้องการจะพูดกับตนเองได้แล้วท่านก็สามารถเริ่มแยกเอาความคิดที่ทำให้ท่านรู้สึกแย่ออกจากความคิดที่ส่งผลให้ท่านรู้สึกดี  เพราะความคิดเชิงลบเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้ท่านมุ่งไปสู่เป้าหมายและล้มเลิกความตั้งใจในการลดน้ำหนักได้ในขณะเดียวกัน     ในกระบวนการนี้ท่านสามารถเริ่มสร้างความสัมพันธ์ทั้งความคิดที่ทำให้ท่านรู้สึกแย่และดี  ที่จะช่วยในการลดน้ำหนักของท่านได้ ยกตัวอย่างเช่น   ความสัมพันธ์ของความรู้สึกที่แย่  ซึ่งจะผลักดันให้ท่านไปสู่เป้าหมายนั้น  ตัวอย่างเช่น ความรู้สึกที่ว่า “หากข้าพเจ้าไม่ลดน้ำหนักข้าพเจ้าก็จะไม่ได้สัมผัสกับความรู้สึกอันน่าพึงใจกับการได้สวมใส่ชุดที่แลดูเซ็กซี่เย้ายวนใจ ที่ข้าพเจ้าได้แขวนเอาไว้ในตู้ไปตลอด”   ความสัมพันธ์ของความรู้สึกที่แย่  ซึ่งผลักดันให้ท่านล้มเลิกความตั้งใจในการลดน้ำหนัก  ตัวอย่างเช่น ความรู้สึกที่ว่า “ข้าพเจ้าได้พยายามเป็นล้านครั้งกับการลดน้ำหนักและผลสุดท้ายกลับพบว่าข้าพเจ้ายิ่งอ้วนขึ้นกว่าเดิมเสียอีก...ไม่ได้ผลเลย”
   สำหรับความคิดที่ส่งผลให้รู้สึกพึงพอใจนั้น  คำว่าพึงพอใจนั้นฟังดูยอดเยี่ยมแต่ความสัมพันธ์ของความรู้สึกพึงใจ  สามารถผลักดันและบั่นทอนในการไปสู่เป้าหมายของการออกกำลังกายของท่านได้เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ของความรู้สึกที่แย่ด้วย  ยกตัวอย่างเช่น จะเป็นอย่างไรหากท่านเชื่อมโยงเอาความพึงพอใจสูงสุดให้กับวันสุดสัปดาห์ที่แสนจะเกียจคร้าน การได้รับประทานช็อกโกแลต คุกกี้สักกล่อง และอื่น ๆ อีกมากมาย  ความคิดของการเป็นอยู่อย่างมีพลานามัยที่ดีนั้น เป็นความขัดแย้งกันโดยตรงและเป็นการที่ท่านได้กำหนดให้ตัวของท่านเองเดินทางไปสู่ความล้มเหลวโดยอัตโนมัติ  ข้าพเจ้ารับรองว่าความพึงพอใจที่ไม่อาจควบคุมสัมพันธ์กับความคิดของการเป็นอยู่อย่างมีพลานามัยที่ดีนั้นเป็นผลร้ายที่ท่านต้องกระทำไปด้วยความรัก แบบผิด ๆ ของท่านเอง


แบบสอบถามเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก
   Q : ปัจจุบันท่านมีส่วนสูง อายุ และน้ำหนักเท่าไร
   Q : น้ำหนักที่เหมาะสมของท่านควรจะมีค่าเท่าไร
   Q : ค่าน้ำหนักที่ท่านปรารถนาจะให้เป็นในอีก 4 เดือนข้างหน้าเป็นเท่าไร
   Q : เหตุใดท่านต้องการจะลดน้ำหนัก
   Q : ท่านต้องการลดน้ำหนักเพื่อโอกาสพิเศษในชีวิต เช่น พิธีวิวาห์ หรือ งานเลี้ยงร่วมรุ่นใช่ไหม  หากใช่แล้วเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไร
   Q : อะไรคืออุปสรรคระหว่างตัวท่านและเป้าหมายของการลดน้ำหนักของท่าน
   Q : เหตุใดท่านจึงคิดว่าขณะนี้ท่านกำลังประสบปัญหาเรื่องน้ำหนักตัว
   Q : การเปลี่ยนแปลงรูปแบบชีวิตรูปแบบใดที่ท่านคิดว่าจะช่วยให้ท่านลดน้ำหนักได้สำเร็จ
   Q : ในอดีตท่านเคยลดน้ำหนักไหม หากเคยวิธีใดช่วยให้ท่านลดน้ำหนักได้ผล
   Q : เหตุใดท่านจึงคิดว่าท่านไม่สามารถลดน้ำหนักได้ หรือน้ำหนักของท่านจะกลับมาเพิ่มอีก
   Q : หากในอดีตวิธีการเหล่านั้นไม่ได้ผลในการช่วยให้ท่านลดน้ำหนักแล้ว ท่านคิดว่าเหตุใดจึงไม่ได้ผล
   Q : ท่านเคยลองบันทึกบรรดาอาหารและเครื่องดื่มที่ท่านได้บริโภคไปในระยะหนึ่งหรือไม่
   Q : ปกติแล้วท่านทำอาหารรับประทานเองที่บ้านหรือไม่ หากใช่ท่านทำอะไร
   Q : ท่านออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านบ่อยเพียงใด แล้วท่านไปที่ใด
   Q : อาหารโปรดของท่าน 3 ชนิดคืออะไรบ้าง
   Q : ภัตตาคารโปรด 3 แห่งของท่าน คือที่ใดบ้าง
   Q : ในเรื่องของอาหารท่านทำอะไรให้มันต่างไปจากเดิม 3 อย่างได้ไหม
   Q : จะเป็นเช่นไรหากท่านตื่นขึ้นในวันรุ่งขึ้น และรูปร่างของท่านเป็นไปอย่างที่ใจท่านปรารถนา
   Q : ท่านรับประทานเมื่อท่านไม่ได้รู้สึกหิวใช่ไหม
   Q : ท่านรับประทานอาหารในปริมาณมาก ๆ ต่อมื้อใช่ไหม
   Q : ท่านเคยแอบซ่อนในเวลารับประทานใช่ไหม
   Q : ท่านรับประทานเมื่อท่านอยู่ในภาวะเศร้า หงุดหงิด หรือหดหู่ใช่ไหม
   Q : ท่านให้รางวัลแก่ตัวท่านเองด้วยการรับประทานใช่ไหม
   Q : ท่านรับประทานอาหารขณะชมโทรทัศน์หรือใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ใช้ไหม
   Q : ท่านรับประทานอะไรเป็นปรกติในแต่ละมื้อ
   Q : ท่านรับประทานของว่างประเภทใด
   Q : ปัจจุบันท่านออกกำลังกายด้วยวิธีใด
   Q : ท่านไปออกกำลังกายที่ใด โรงยิมสาธารณะ ที่โรงเรียน ที่ทำงาน หรือที่บ้าน
   Q : วิธีการออกกำลังกาย 3 ประเภทที่ท่านโปรดปรานคืออะไร
   Q : อะไรคือแรงกระตุ้นในแต่ละวัน / สัปดาห์ / เดือน / ปี ของท่านในการนำพาท่านไปสู่เป้าหมาย


น้ำและการลดน้ำหนัก
     น้ำช่วยยับยั้งความกระหายโดยธรรมชาติ และช่วยในกระบวนการเผาผลาญการสะสมไขมันในร่างกาย มีผลงานวิจัยหลายผลงานที่แสดงถึงการลดลงของไขมันที่สะสมจากการดื่มน้ำ นั่นเป็นเพราะไตจะทำงานได้ไม่ดีหากขาดน้ำที่เพียงพอ เมื่อไตทำงานลดประสิทธิภาพลงของที่สะสมอยู่ในไตก็จะถูกส่งไปที่ตับซึ่งหน้าที่พื้นฐานของตับอย่างหนึ่ง คือ การเผาผลาญไขมันที่สะสมไว้เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานของร่างกายต่อไป  หากตับจำต้องทำหน้าที่บางอย่างแทนไต ตับจะไม่สามารถควบคุมการทำงานได้อย่างเต็มที่  ในที่สุดแล้วมันจะเผาผลาญไขมันได้น้อย และเกิดการสะสมไขมันในร่างกายเพิ่มขึ้น และการลดน้ำหนักก็จะไม่ได้ผล
      การดื่มน้ำให้เพียงพอจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในกระบวนการการเก็บรักษาของเหลวในร่างกาย  เมื่อร่างกายได้รับน้ำในปริมาณที่น้อย  ร่างกายก็จะเกิดการเรียนรู้ในการที่จะรักษาชีวิตให้อยู่รอดจากภาวะวิกฤติและเริ่มเก็บสะสมทุกอย่างที่ถูกปล่อยทิ้ง  น้ำจะถูกเก็บไว้ในบริเวณด้านนอกของเซลล์  เกิดอาการบวมน้ำอาการที่แสดงบ่งชี้ถึงภาวะนี้ เช่น เท้า ขา และมือบวม การใช้ยา Diuretics (ไดยูรีทิคส์) หรือยาขับปัสสาวะ (ยาขับปัสสาวะมีผลลดปริมาตร ของเหลวนอกเซลล์ (extracellular fluid-ECF) ยาขับปัสสาวะธรรมดาทั่วไปได้แก่ คาแฟอีน น้ำเครนเบอรรี่ และ แอลกอฮอล์ในทางการแพทย์ ยาขับปัสสาวะใช้รักษาโรคหัวใจล้มเหลว (heart failure)  โรคตับแข็ง (liver cirrhosis) ความดันโลหิตสูง (hypertension) และโรคไต (kidney disease)) จะระงับอาการชั่วคราวได้ดีที่สุด มันจะยับยั้งการสะสมของน้ำที่ไปกับสารอาหารที่จำเป็นบางชนิด แล้วร่างกายก็จะรับรู้ถึงการรักษาชีวิตให้รอดจากภาวะวิกฤติและจะทดแทนน้ำที่สูญเสียไปในครั้งแรก ดังนั้น อาการดังกล่าวก็จะกลับคืนอย่างรวดเร็ว วิธีที่จะแก้ปัญหาการสะสมของน้ำนี้ได้ดีที่สุด คือ ให้ในสิ่งที่ร่างกายต้องการ นั่นคือ การมีน้ำที่เพียงพอต่อความต้องการนั่นเอง แล้วน้ำที่เก็บสะสมถูกปล่อยออก  หากท่านมีปัญหาอย่างต่อเนื่องกับการสะสมน้ำ การได้รับปริมาณของเกลือมากเกินอาจเป็นสาเหตุได้ด้วย  ร่างกายของท่านจะทนต่อโซเดียมในความเข้มข้น  ณ ระดับหนึ่งเท่านั้น  เกลือที่ท่านรับประทานเข้าไปยิ่งมากเท่าใดระบบการเก็บรักษาน้ำในร่างกายของท่านก็จะเจือจางเกลือมากเท่านั้น  แต่การกำจัดเกลือที่ไม่เป็นเรื่องง่าย เพียงดื่มน้ำให้มาก ๆ มันจะถูกขับผ่านทางไต ซึ่งไตจะขับเอาโซเดียมส่วนเกินออกไปจากร่างกาย  คนที่มีน้ำหนักตัวเกินกว่ามาตรฐานต้องการรับน้ำมากกว่าคนที่มีรูปร่างผอม  คนที่มีรูปร่างยิ่งใหญ่ก็ยิ่งจะมีความต้องการในพลังงานที่ช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างสมบูรณ์  นับแต่ที่พวกเราทราบว่าน้ำเป็นหัวใจสำคัญของการเผาผลาญไขมัน  แนวคิดนี้ก็ทำให้คนที่มีน้ำหนักตัวเกินกว่ามาตรฐานต้องดื่มน้ำมาก ๆ
     น้ำช่วยรักษาคุณภาพของกล้ามเนื้อให้เหมาะสมโดยการให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นตามธรรมชาติ โดยการป้องกันภาวการณ์การขาดน้ำ อีกทั้งยังช่วยป้องกันผิวหนังมิให้เหี่ยวย่น ซึ่งเกิดจากการลดลงของน้ำหนัก  โดยเซลล์ที่หดลงจะได้รับการอุ้มไว้ด้วยน้ำ ซึ่งทำให้ผิวหนังเต่งตึง แลดูหมดจดมีสุขภาพดี และมีความยืดหยุ่น  อีกทั้ง น้ำช่วยกำจัดของเสียในร่างกาย ในขณะที่น้ำหนักในตัวลดลง ร่างกายก็จะมีของเสียจำนวนมากต้องการกำจัดออกไป กล่าวคือ ไขมันที่ถูกเผาผลาญจะถูกขับออกไปและน้ำจะช่วยขับระบายของเสียออกไปอย่างเหมาะสมอีกครั้ง
     น้ำสามารถช่วยบรรเทาอาการท้องผูกได้ เมื่อร่างกายได้รับน้ำในปริมาณน้อย ร่างกายจะมีการดูดน้ำออกจากสิ่งที่ต้องการ จากอวัยวะภายใน  ลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในอวัยวะที่สำคัญ ผลคือ เมื่อน้ำถูกดูดออกไป อุจจาระในลำไส้ใหญ่จะแห้งและแข็งทำให้เกิดอาการท้องผูก แต่เมื่อเราดื่มน้ำอย่างเพียงพอกับความต้องการของร่างกายแล้ว ระบบขับถ่ายก็จะกลับมาทำงานตามปรกติ เมื่อพวกเราพบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับน้ำและการลดน้ำหนักที่สำคัญนี้แล้วสุปว่า
     - ร่างกายจะทำงานอย่างเหมาะสมไม่ได้ หากขาดน้ำที่เพียงพอและไม่สามารถเผาผลาญไขมันที่สะสมไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
     - น้ำที่ถูกเก็บรักษาไว้ จะพาให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมา การกำจัดน้ำส่วนเกินนั้น ทำได้โดยการดื่มน้ำให้มาก ๆ การดื่มน้ำเป็นสิ่งจำเป็นในการลดน้ำหนัก แล้วปริมาณน้ำเท่าใดเล่าจึงจะเรียกว่า พอเพียง
     โดยเฉลี่ยแล้ว บุคคลควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว 8 ออนซ์ ประมาณ 2 ควอร์ซ  อย่างไรก็ตาม บุคคลผู้มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานต้องเพิ่มน้ำอีก 1 แก้ว สำหรับทุก ๆ 25 ปอนด์ของน้ำหนักตัวที่เพิ่มมา  ปริมาณน้ำที่ท่านดื่มไปนั้น ควรจะดื่มเพิ่มขึ้นอีก หากมีการออกกำลังกายอย่างหนัก หรือหากอากาศมีอุณหภูมิสูงหรือแห้ง  น้ำที่ดื่มควรจะเป็นน้ำเย็น กล่าวคือ น้ำเย็นจะถูกดูดซึมเข้าสู่ระบบของร่างกายได้เร็วกว่าน้ำอุ่น


สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อพยายามลดน้ำหนัก
     การควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักมักจะไม่ง่าย ในความเป็นจริงแล้ว การควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักเป็นเรื่องยากที่น่าท้าทายสำหรับหลายคน มีข้อแนะนำเล็กน้อยเกี่ยวกับสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง  ซึ่งอาจทำให้ท่านสูญเสียการควบคุมการลดน้ำหนักและกลับมารับประทานตามปรกติวิสัยเดิมได้ จงหลีกเลี่ยงสิ่งต่อไปนี้เยี่ยงโรคระบาด  หากท่านปรารถนาจะลดน้ำหนักได้อย่างสัมฤทธิ์ผล
1. อย่าเพิ่งเร่งรีบเข้าสู่การควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักที่เข้มงวดที่ท่านค้นพบ
     นี่เป็นความผิดพลาดทั่วไป หลายคนตัดสินใจทำตามโปรแกรมการควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักที่เข้มงวดมาก ๆ และก็ประสบความล้มเหลว อย่าเพิ่งผลีผลามเริ่มการควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักมาก่อนและไม่มีการแน่ใจถึง 100% ว่าท่านจะสามารถปฏิบัติตนตามกฎนั้นได้อย่างเข้มงวดให้เลือกวิธีอื่นแทน
2. อย่าลืมคำนึงถึงความเป็นจริง
     ท่านไม่สามารถคาดหวังกับสิ่งต่าง ๆ อย่างจริงจังกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นชั่วข้ามคืน เมื่อท่านเลือกเป้าหมายของท่านแล้ว ให้เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ก่อน  แต่ควรพร้อมที่จะก้าวไปในระยะยาว  หากท่านได้ยินใครพูดว่า เขานั้นสามารถลดน้ำหนักได้หลายปอนด์ในระยะเวลาอันสั้น ท่านก็จงอย่าไปตั้งเป้าหมายให้เหมือนกับของเขาเลย ผลลัพธ์ของการไดเอตหรือการควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักของแต่ละบุคคลนั้นไม่เหมือนกัน
3. อย่าไปโรงยิมบ่อยเกิน
     ความผิดทั่วไป คือ การใช้ความกระตือรือร้นของวันแรกในการไปโรงยิมทุก ๆ วัน  การกระทำเช่นนี้ไม่ได้ช่วยอะไรท่านเลย  ร่างกายต้องการช่วงเวลาในการเยียวยาและขยายตัวของมวลกล้ามเนื้อหลังจากการออกกำลังกาย  และการไปที่โรงยิมทุก ๆ วัน เป็นเหมือนการถูกแทรกแซงด้วยกระบวนการทางธรรมชาติ  นอกจากนี้ การออกกำลังกายตลอดสัปดาห์จะไม่สามารถชดเชยเวลาสิบหรือยี่สิบปี ของการใช้ชีวิตแห่งการเป็นคนที่ไม่ออกกำลังกายได้หรอก
4. อย่ารับประทานอาหารที่มีปริมาณแคลอรีมาก
     เราต่างก็ทราบกันดีว่าการงดปริมาณแคลอรีเป็นหนึ่งในวิธีการลดน้ำหนักในทุกวิธีการของการลดน้ำหนัก  แต่ท่านจำต้องระมัดระวังเรื่องนี้  เพราะหากเรางดปริมาณแคลอรีมากไปแล้ว ร่างกายของท่านจะเริ่มเก็บสะสมทุกอย่างเท่าที่ร่างกายจะเก็บสะสมได้เพื่อเลี่ยงการเกิดภาวะวิกฤติที่ร่างกายรับรู้ และนี่มิใช่วิธีการที่ดีสำหรับการลดน้ำหนักเป็นแน่
5. อย่าละเลยมื้ออาหาร
     มีคนบางกลุ่มคิดว่าการละเลยหรือเว้นมื้ออาหารไปสักมื้อสองมื้อจะช่วยให้พวกเขาลดน้ำหนักได้เร็วขึ้น พวกเขายังขาดความเข้าใจว่าการควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักนั้น คือ การรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะและไม่ทำให้ตนเองรู้สึกหิว
6. อย่าตรวจสอบน้ำหนักทุกวัน
     ทุกคนต่างกระตือรือร้นในการที่จะได้เห็นการยืนยันถึงความพยายามของตนเองเกี่ยวกับรูปร่างหลังจากที่ได้ลดน้ำหนักลงไปแล้ว แต่ท่านไม่ควรที่จะปล่อยให้แรงผลักดันที่มีอยู่ในตัวของท่านลดลงเนื่องจากว่าการคอยแต่จะตรวจสอบน้ำหนักของตนเองอยู่ทุก ๆ วันมันจะไม่เห็นผลทันทีซ้ำยังเกิดความผิดหวังได้  เนื่องจากน้ำหนักที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ในแต่ละวันของท่านจะส่งผลให้ท่านรู้สึกท้อแท้และพร้อมที่จะล้มเลิกการลดน้ำหนักได้ และท่านจึงควรหลีกเลี่ยงการกระทำดังกล่าวด้วยประการฉะนี้
7. อย่าปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกคอยขับดันท่าน
     นอกจากความกระตือรือร้นซึ่งขับดันผู้คนให้ตรวจสอบน้ำหนักทุก ๆ วัน ยังมีอารมณ์ความรู้สึกอื่น ๆ อีกที่มีอิทธิพลต่อการลดน้ำหนัก  หากท่านทราบว่าท่านได้เคยรับประทานไอศกรีมหรือของขบเคี้ยวต่าง ๆ เมื่อท่านมีอารมณ์และความรู้สึก  เบื่อ สับสน หรือโกรธ แล้ว  จากนี้จงอย่าปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้มาคั่นกลางระหว่างท่านและเป้าหมายในการลดน้ำหนักของท่าน
8. อย่าปฏิเสธที่จะมองหาความช่วยเหลือ
     ไม่มีผู้ใดเกิดมาพร้อมกับแรงปรารถนาที่แรงกล้า และกำลังที่แข็งแกร่ง หากท่านต้องการคำแนะนำหรือความช่วยเหลือ อย่ารีรอในการร้องขอความช่วยเหลือหรือคำแนะนำจากเพื่อนของท่านหรือจากผู้เชี่ยวชาญ อย่าได้พยายามแก้ไขปัญหาด้วยตัวของท่านเอง
9. อย่าปฏิเสธอาหารที่โปรดปราน
     การมอบอาหารเป็นวิธีการที่ดีของการเพิ่มความมุ่งหมายและความมุ่งมั่นของท่าน เพราะการไดเอตเป็นเพียงแค่วิธีการควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักเท่านั้น มิใช่การกักขังตนเองไว้ในคุกแต่อย่างใด จะเป็นอย่างไรหากท่านต้องถูกห้ามรับประทานอาหารชั่วระยะเวลาหนึ่ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอาหารนั้นเป็นอาหารที่ท่านโปรดปราน  หากการให้อาหารนั้นไม่ได้เป็นไปอย่างถี่แล้วก็ไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นเหตุให้การลดน้ำหนักของท่านล้มเหลว
10. อย่าให้การลดน้ำหนักขึ้นอยู่กับความมุ่งหมายของท่านเพียงอย่างเดียว
     ควรใช้สมองของท่านด้วย หากท่านปรารถนาที่จะทราบว่าท่านรับประทานไปเท่าไรแล้ว จากนั้นให้จดบันทึกทุก ๆ อย่างลงไป และพิจารณาตามลิสต์รายการว่ามีสิ่งใดที่ท่านควรตัดออกไปบ้าง  บางครั้งความหิวหรือภาวะขาดอาหารก็จะค่อย ๆ เกิดขึ้นกับท่านและส่งผลให้ท่านรับประทานบางอย่างที่ไม่ควรรับประทาน  จงซื่อสัตย์กับตัวท่านเองและทำสมองให้ปลอดโปร่ง



4 -  ข่าวสาร-News / ข้อมูลสุขภาพ / Re: เรื่องเล่าเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก

เริ่มโดย webmaster - กระทู้ล่าสุด โดย webmaster เมื่อ: มีนาคม 01, 2010, 07:12:00 pm


เรื่องที่ 8 : ในการลดน้ำหนัก ท่านจำเป็นต้องตัดแคลอรีออกไปโดยอย่างเด็ดขาดเลย
     ทฤษฎีกล่าวอ้าง : ทานน้อยน้ำหนักก็น้อยไปด้วย
     ข้อเท็จจริง : หากท่านได้รับปริมาณแคลอรี 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน น้ำหนักของท่านก็จะลดลง แต่มันจะเป็นไปอย่างชั่วคราวเท่านั้น จากการพิจารณาถึงผลงานวิจัยระยะยาวเกี่ยวกับการควบคุมน้ำหนัก จำนวน 31 เรื่อง ที่มีการรับปริมาณแคลอรี 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งผลงานวิจัยได้ถูกตีพิมพ์ในเดือนเมษายน ในวารสาร American Psychologist พบว่า ในระยะเวลา 4 – 5 ปี ผู้ที่อยู่ในช่วงควบคุมน้ำหนักที่หลัก ๆ ในการศึกษาวิจัยเหล่านี้ พบว่าน้ำหนักกลับมาเหมือนเดิม ในทางจิตวิทยาเป็นการยากสำหรับคนเราที่จะควบคุมน้ำหนักให้อยู่แต่ในระดับเดิม ๆ และเป็นระยะเวลานาน ๆ ได้ เนื่องจากว่าพวกเขาจะรู้สึกขาดและหิว Traci Mann ผู้ช่วยศาสตราจารย์ของคณะจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย Minnesota ในเมือง Minneapolis และเป็นผู้นำการวิจัยด้วย กล่าวไว้  อีกทั้งเสริมว่า “เมื่อพวกเรารู้สึกหิว ร่างกายเราก็ต้องการสารอาหารมาหล่อเลี้ยงให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้” ร่างกายเราจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อมีการใช้พลังงานแคลอรีที่เราบริโภคเข้าไป นอกจากนี้บุคคลผู้ซึ่งรับประทานอาหารที่ให้พลังงานแคลอรีต่ำ ระหว่างทำการลดน้ำหนัก (800 แคลอรีต่อวัน) จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีและปัญหาระบบการย่อยอาหาร
     ข้อแนะนำที่ดีที่สุด : อย่าทำให้ตนเองรู้สึกหิว “หากท่านต้องการจะลดน้ำหนักและให้การลดน้ำหนักนั้นเป็นไปอย่างถาวร ท่านจะต้องกำหนดปริมาณแคลอรีเท่าที่ท่านจะสามารถทำได้และให้เป็นไปอย่างถาวร Christopher Gardner นักโภชนาการศาสตร์ได้กล่าวเอาไว้ แต่ปริมาณพลังงานแคลอรีเท่าใดเล่าจึงจะเหมาะสมกับท่าน Thomas Lee ผู้เชี่ยวชาญด้านหทัยวิทยา บรรณาธิการผู้บริหารของ The Harvard Heart Letter กล่าว ได้แนะนำว่าใช้สูตรการคำนวณอย่างง่ายเหล่านี้สิ อันดับแรกจัดตารางกิจกรรมของท่าน คูณน้ำหนักตัวด้วยดรรชนีตัวเลขค่าการใช้พลังงานในภาวะปกติ  ผลที่ได้ก็คือปริมาณแคลอรีที่ท่านเป็นต้องการต่อวัน สำหรับเป็นฐานใช้ในการควบคุมน้ำหนัก ถ้าน้ำหนักของท่านอยู่ที่ 135 ปอนด์และออกกำลังกายเบา ๆ 1 - 3 วันต่อสัปดาห์ ให้คูณ 135 ด้วย 13.5 ก็จะได้จำนวนพลังงานแคลอรีที่เหมาะสมคือ 1,800 แคลอรี ถ้าต้องการจะลดน้ำหนักลงซักปอนด์ ให้พยายามใช้พลังงาน 250 แคลอรีต่อวัน Lee กล่าว  ในปีหนึ่ง ๆ ถ้าท่านไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ท่านจะเบาขึ้น 26 ปอนด์  ยิ่งออกกำลังกายมากน้ำหนักก็จะลดมากตามไปด้วย

น้ำหนักตัวของท่านคือ...
การออกกำลังกายของท่าน: เกือบจะไม่เคย
คูณด้วยน้ำหนักตัวปัจจุบันโดย : 12

การออกกำลังกายของท่าน : แบบเบา ๆ 1-3 วันต่อสัปดาห์
คูณด้วยน้ำหนักตัวปัจจุบันโดย : 12.5

การออกกำลังกายของท่าน : แบบปานกลาง 3-5 วันต่อสัปดาห์
คูณด้วยน้ำหนักตัวปัจจุบันโดย : 15.5

การออกกำลังกายของท่าน : แบบเต็มที่ (หนัก) 6-7 วันต่อสัปดาห์
คูณด้วยน้ำหนักตัวปัจจุบันโดย : 17

การออกกำลังกายของท่าน : แบบเต็มที่ (หนัก) เป็นประจำทุกวันและมีงานที่ต้องใช้แรงกาย
คูณด้วยน้ำหนักตัวปัจจุบันโดย : 19

เรื่องที่ 9 : อาหารสำหรับการลดน้ำหนักช่วยให้น้ำหนักตัวของท่านลดลงได้
     ทฤษฎีกล่าวอ้าง : ไขมันต่ำ, คาร์โบไฮเดรตต่ำ และสารให้ความหวานที่มีอยู่ในอาหาร ทำให้น้ำหนักลดลงได้ง่ายขึ้น
     ข้อเท็จจริง : อาหารที่มีไขมันต่ำและคาร์โบไฮเดรตต่ำ ไม่ได้หมายความว่าอาหารนั้นจะมีปริมาณแคลอรีที่ต่ำไปด้วย และถ้าท่านพยายามที่จะลดน้ำหนักด้วยแล้ว การงดบรรดาอาหารที่กล่าวมาข้างต้นอาจจะบั่นทอนความตั้งใจของท่านลงไปได้ ในงานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ กลุ่มผู้เข้าร่วมการทดลองได้รับประทานอาหารที่มีการบ่งชี้เอาไว้ที่ซองว่า “ไขมันต่ำ” คิดเป็นร้อยละ 50  “ผู้บริโภคคาดหวังว่า M&M จะให้พลังงานแคลอรี่ส์ ต่ำกว่า ร้อยละ 20”   Dr. Brian Wansink และ Dr. Pierre Chandon ผู้ทำการวิจัยในครั้งนี้ได้สรุปลงใน the Journal of Marketing Research เดือนพฤศจิกายน ปี 2006 “บทสรุปที่สำคัญ คือ ผู้บริโภคคาดหวังว่าการที่มีการระบุปริมาณของพลังงานเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคใช้ตัดสินใจเลือกบริโภค” ผู้เชี่ยวชาญบางกลุ่มต่างเชื่อว่าการบริโภคสารให้ความหวานจะส่งผลตรงกันข้ามกับที่คาดหวังเอาไว้  มีงานวิจัยระยะยาว อยู่ 2 ผลงานที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมการดื่มของบุคคลกว่าพันคน ได้พบว่า มีความสัมพันธ์ของการดื่มไดเอตโซดากับการมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นด้วย
     ข้อแนะนำที่ดีที่สุด : เมื่อท่านรับประทานของขบเคี้ยวที่ได้ระบุเอาไว้ว่าไขมันน้อยหรือไขมันต่ำนั้น ให้ไปตรวจสอบที่ตารางโภชนาการก่อน  โดยตรวจดูว่าปริมาณแคลอรีเท่าไรที่รับประทานได้จากนั้นให้เปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ตัวอื่น ๆ ที่สามารถเปรียบเทียบได้ ที่เขาไม่ได้ระบุเอาไว้ว่าไขมันน้อยหรือไขมันต่ำ หลังจากนั้นให้พิจารณาเลือกรับประทานอันที่มีไขมันน้อยที่สุด  วิธีนี้อาจจะช่วยให้ท่านลดการบริโภคปริมาณแคลอรีได้มากขึ้น  ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีไขมันน้อยกว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้ระบุเอาไว้ว่า Low Fat  เพราะว่า คำว่า ไขมัน มีแนวโน้มที่จะทำให้บุคคลรู้สึกยอมรับและตัดสินใจเลือกบริโภคได้มากกว่าที่ไม่ได้ระบุอะไรไว้เลย ไม่ว่าจะตัดสินใจด้วยสามัญสำนึกหรือไม่ก็ตาม เช่น การงดไดเอตโซดาที่เต็มไปด้วยน้ำตาลจะทำให้ท่านสามารถรับประทานช็อกโกแลตวันวาเลนไทม์แทนได้ทั้งกล่อง

เรื่องที่ 10 : การรับประทานไขมันจะทำให้ท่านอ้วน
     ทฤษฎีกล่าวอ้าง : ไขมัน 1 กรัม จะให้พลังงานแคลอรี 9 แคลอรี ในขณะที่คาร์โบไฮเดรตกับโปรตีนจะให้พลังงานแคลอรี 4 แคลอรีต่อกรัม  ดังนั้น ถ้าจะลดน้ำหนักก็ต้องหลีกเลี่ยงไขมัน
     ข้อเท็จจริง : ไขมันมิใช่ศัตรู แม้ว่าผลิตภัณฑ์ที่มีไขมันมากจะอุดมไปด้วยปริมาณแคลอรี ไขมันที่มีปริมาณปานกลางอาจจะช่วยให้ท่านรู้สึกอิ่มเอมกับรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เช่น บรรดาผัก ที่มีรสชาติอร่อย (จะทำให้ท่านรับประทานได้มากขึ้น เพราะไขมันช่วยให้อาหารมีรสชาดอร่อย) นอกจากนี้ไขมันยังช่วยดูดซึมไวตามินต่าง ๆ และพฤกษเคมีต่าง ๆ ที่มีอยู่ในผักและผลไม้ดังกล่าว อันมีประโยชน์ต่อสุขภาพของเรา
      ข้อแนะนำที่ดีที่สุด : รับประทานไขมันแต่อย่ามากเกินไป และควรพิจารณาว่าไขมันชนิดใดที่สามารถรับประทานได้ ให้เลือกไขมันชนิดไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและไขมันไม่อิ่มตัว พบในน้ำมันเหลว เช่น คาโนลา (ต้นดอกไม้ซึ่งเป็นไม้ตระกูลใหญ่ Crucifers family คาโนลา เป็นพืชน้ำมันชนิดหนึ่ง สามารถเอาน้ำมันมาเป็นอาหารมนุษย์ (มีน้ำมันประมาณ 43%) ส่วนที่เหลือคือกากใยประมาณ 57% นำมาเป็นอาหารสัตว์ เรียกว่า คาโนลามีล คุณค่าทางโภชนาการประกอบด้วย โปรตีน,  ความชื้น  ไขมัน, ลิโนลิอิค, เมทไทโอนีน, กากใย, เมทไทโอนีน+ซีสตีน, แคลเซียม, เฟนนิลอลานีน, ฟอสฟอรัส โปรลีน,  ฟอสฟอรัส, เซอรีน, โชเดียม, ทรีโอนีน, คลอรีน, ทริปโตเฟน, โปรแตสเซียม, ไทโรซีน, ซัลเฟอร์, วาลีน, แมกนีเซียม, แอสปาติกแอซิด, อลานีน,       ซีสตีน, อาจินีน, กลูตาเมท)
ดอกคำฝอยและมะกอก ผลไม้เปลือกแข็งและปลา ซึ่งไขมันเหล่านี้ช่วยลดระดับคอเรสเตอรอลในเส้นเลือดและช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจด้วย  ไขมันอิ่มตัวและไขมันแปรรูปมีข้อจำกัดหรือข้อควรหลีกเลี่ยง สำหรับไขมันอิ่มตัวจะพบในเนื้อวัวและผลิตภัณฑ์นม ส่วนไขมันแปรรูปจะพบในอาหารสำเร็จรูป อาหารประเภทผัดทอดและเนยเทียม อาหารเหล่านี้จะไม่มีปริมาณแคลอรี่มากไปกว่าในไขมันดีทั้งหลาย แต่มีประโยชน์ต่อร่างกายน้อย เช่น ไปเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ สถาบันทางการแพทย์ซึ่งทำหน้าที่ให้คำแนะนำแนะนำรัฐบาลเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ตลอดจนถึงด้านสุขภาพ ได้กำหนดว่า เมื่อจำเป็นต้องรับประทานไขมันอิ่มตัว คอเรสเตอรอล และไขมันแปรรูปต่าง ๆ ให้รับประทานแต่เพียงน้อยเท่าที่จะน้อยได้ ถ้าพวกเราเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนจากการรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำไปสู่อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำและสลับกันอีก ท่านก็ไม่จำเป็นต้องรับประทานสลัดแห้งหรืองดการรับประทานอาหารต่างๆ ที่ท่านรู้สึกโปรดปราน เหล่านี้จะช่วยให้ท่านควบคุมน้ำหนักตัวของท่านได้


ข้อผิดพลาดทั่วไปเกี่ยวกับการสูญเสียไขมันและขนาดของร่างกาย
     จากการศึกษาเชิงลึกที่ข้าพเจ้าได้ศึกษาเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก หลังจากที่ได้หาความรู้จากการแสดงความคิดเห็นในบล็อกและแมกกาซีน เกี่ยวกับการลดลงของไขมันและลดขนาดของร่างกาย  อันดับแรก คือ ควรจะปรับปรุงตัวของท่านเอง โดยการค้นคว้าหาข้อมูลที่จะสามารถช่วยให้ท่านประสบความสำเร็จในการที่จะเผาผลาญไขมัน ลดขนาดของร่างกายและพัฒนาสุขภาพโดยรวม  หากท่านปรารถนาที่จะใช้วิธีการเผาผลาญไขมันและลดขนาดของร่างกายที่รวดเร็ว อันดับต่อไปก็คือ เรียนรู้เกี่ยวกับข้อผิดพลาดทั่วไป 2 ประการ ซึ่งท่านจำเป็นจะต้องหลีกเลี่ยงหากท่านปรารถนาที่จะปรับปรุงรูปร่างของตนเอง

ข้อผิดพลาดประเด็นที่ 1 ไม่ได้ใส่ใจในเรื่องการสร้างมวลกล้ามเนื้อที่ปราศจากไขมัน
     ผู้คนส่วนใหญ่จะมองหาวิธีเผาผลาญไขมันและลดขนาดของร่างกาย ซึ่งวิธีการดังกล่าวจะมีผลเกี่ยวโยงกับการทำงานของหัวใจด้วย  เมื่อท่านยกน้ำหนักกล้ามเนื้อของท่านก็จะมีความต้องการใช้พลังงานแคลอรีมากขึ้น  และขณะที่ท่านกำลังยกน้ำหนักอยู่นั้น เนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อจะเผาผลาญพลังงานแคลอรีได้มากกว่าเนื้อเยื่อที่เป็นไขมันส่วนใหญ่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับการเผาผลาญ (Metabolic) ของเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อบริเวณนั้น  เมื่อท่านสร้างมวลกล้ามเนื้อที่ปราศจากไขมันจะช่วยเพิ่มระดับการเผาผลาญ (Metabolism) ของท่านไปด้วย หัวใจยังคงมีส่วนสำคัญแต่ท่านจำต้องให้ความสนใจไปที่การสร้างมวลกล้ามเนื้อที่ปราศจากไขมันมากกว่า

ข้อผิดพลาดประเด็นที่ 2  ละเลยการรับประทานอาหารเช้า
      การงดรับประทานอาหารเช้าจะทำให้การลดน้ำหนักไม่ได้ผลเลย ในเวลาเช้าเมื่อท่านตื่นนอนขึ้นมา ระบบการเผาผลาญของท่านก็จะไม่ทำงานเนื่องมาจากว่า ท่านไม่ได้รับประทานอะไรมาเป็นเวลานานในช่วงเวลาที่ท่านหลับ หน้าที่ของระบบการเผาผลาญของท่านก็คือปกป้องร่างกายของท่านเมื่อท่านรู้สึกหิว ดังนั้นระบบการเผาผลาญของท่านจะเร่งสะสมไขมันเอาไว้ไม่ให้ร่างกายรู้สึกหิว นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมท่านจึงต้องรับประทานอาหารเช้าและควรจะให้อาหารเช้าของท่านอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่า เช่น โปรตีนและคาร์โบไฮเดรตรวม เพื่อที่ท่านจะได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ในแต่ละวัน ท่านพร้อมที่จะลดขนาดของร่างกายและเผาผลาญไขมัน ณ บัดนี้ไหม ข้าพเจ้าขอแนะนำโปรแกรมการลดน้ำหนักที่มีประสิทธิภาพในการเผาผลาญไขมัน  ลดน้ำหนักอย่างได้ผล และสร้างมวลกล้ามเนื้อที่ปราศจากไขมันได้อย่างรวดเร็วสำหรับท่าน โปรแกรมที่ว่านี้ไม่อ้อมค้อม ไม่แนะนำว่า จะต้อง  “แคลอรีต่ำ”, “ลดคาร์โบไฮเดรต”, “ห้ามรับประทานอะไรตลอดวัน” ใด ๆ ทั้งสิ้น

จงมามีสุขภาพที่ดีเพื่อชีวิตของท่านเองกันเถิด  ขอให้วันนี้เป็นวันที่ปลอดภัยและมีพลานามัยที่ดี


สเกลและการลดน้ำหนัก
     ข้าพเจ้าทราบว่า มีการใช้สเกลวัดไม่ว่าจะเป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์และแบบมือที่ใช้กันในขั้นตอนการลดน้ำหนัก การใช้สเกลในการวัดความก้าวหน้าของการลดน้ำหนักของท่านเป็นสิ่งที่ดีเยี่ยม
อย่างไรก็ตาม การรู้สึกยึดติดกับตัวเลขบนสเกลในการลดน้ำหนัก จะทำให้การลดน้ำหนักเป็นไปอย่างไม่ถูกสุขลักษณะ ควรมุ่งประเด็นที่ว่าท่านแลดูเป็นอย่างไรและรู้สึกอย่างไรมากกว่าที่จะไปคำนึงถึงตัวเลขที่อยู่บนสเกล และให้มุ่งประเด็นไปที่ความมีพลานามัยดีและความกระฉับกระเฉงแทนที่จะมุ่งไปที่ตัวเลขบนสเกลที่มันลดลง หากท่านมองที่กระจกแล้วรู้สึกมีความสุขเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
     ใช้สายเทปวัดตัวท่านแล้วก็เริ่มวัดจากคอ แขน หน้าอก สะดือ เอว สะโพก และอื่น ๆ ทุก ๆ 2 สัปดาห์  โดยให้คำนึงถึงกายภาพของท่านไม่ใช่จำนวนตัวเลข ให้เริ่มถ่ายภาพทุก ๆ เดือนเพื่อเปรียบเทียบถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
     การใช้สเกลวัดน้ำหนักเป็นเพียงแค่วิธีการหนึ่งเท่านั้น หากจะไป หากมัวแต่คำนึงถึงตัวเลขของน้ำหนักอย่างเดียวก็คงขาดกำลังใจในการลดน้ำหนัก  แม้ว่ามาตรวัดนี้จะไม่ได้วัดในสิ่งที่ท่านต้องการจะวัด  มันจะไม่สามารถวัดการพัฒนาทางกายภาพที่ดีขึ้นได้และไม่สามารถวัดปริมาณไขมันที่ลดลงไปได้ ท่านสนใจในกายภาพที่ดีและการลดลงของไขมันใช่หรือไม่  หากใช่แล้วทำไมท่านไม่เห็นด้วยกับคำที่บอกว่าการเชื่อมาตรเมทริกมากไปจะไม่ช่วยวัดผลความคืบหน้าในการลดน้ำหนักได้อย่างที่ท่านปรารถนา

ความปรารถนาต่อการลดน้ำหนัก
     การลดน้ำหนักเป็นเรื่องที่ง่าย ท่านต้องการลดน้ำหนักหรือไม่ต้องการลดน้ำหนัก  ข้าพเจ้าได้ยินแต่ว่าทุกคนต่างต้องการลดน้ำหนักกันทั้งนั้น พวกเขาต่างคิดว่าต้องการลดน้ำหนัก แต่ต่างมิได้ต้องการจริง ๆ หรือทำบางอย่างที่เป็นการลดน้ำหนัก แน่นอนว่าคงทำเพียงเล็กน้อย แต่ความปรารถนานั้นยังไม่แรงกล้าพอ ที่จะผลักดันให้ลงมือลดน้ำหนักอย่างจริงจัง  เพราะการลงมือลดน้ำหนักมาจากความปรารถนาอย่างแรงกล้าในการที่จะให้น้ำหนักตัวที่เกินมาสูญไป

หากท่านปรารถนาที่จะรับประทานคุกกี้ ก็จงไปรับประทานเสีย

ความปรารถนาที่แรงกล้า = การกระทำที่ชัดเจน

     ลองให้แรงปรารถนาควบคุมตัวท่านแทน ดังนั้น เริ่มที่ควบคุมความต้องการในการอยากที่จะกระทำตามแรงปรารถนาของท่าน

     ข้าพเจ้าทราบดีว่าในชีวิตคนเราจะตัดสิ่งใดออกไปหรืออยู่อย่างแห้งแล้งไม่ได้ แต่ถ้าต้องถึงเวลาที่ต้องลดน้ำหนัก มันจำต้องเป็นเช่นนั้น

     คนที่มีรูปร่างอ้วนส่วนใหญ่ ไม่อยากอ้วน แต่ทำไมเวลาที่เขาเหล่านั้นรับประทานอาหารไขมันเขาจึงไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่ากลัวเลย

การรับประทานอาหารที่บ่งชี้ว่าไม่ทำให้อ้วน ไม่ได้หมายความว่าจะช่วยลดน้ำหนักได้

มันขึ้นอยู่กับท่านว่าจะเลือกด้านใด

หากท่านต้องการมากจริง ๆ แล้ว ท่านจะเลือกด้านที่ถูกต้องและท่านจะกระทำเป็นปรกติวิสัยได้

     ในบางครั้ง ต้องใช้เวลาสักระยะ บางความพยายาม และบางความคิด ถึงการปฏิบัติอย่างมุ่งมั่นในชีวิตเราชั่วขณะหนึ่ง เพื่อที่ว่าจะได้เข้าใจว่าอะไรที่ทำให้เรามีความสุขและเหตุใดสิ่งนั้นจึงทำให้เรามีความสุขอย่างชัดเจนขึ้น  หากท่านสามารถค้นพบวิถีทางที่จะเห็นซึ่งความคิดที่กระจ่างนี้ มันจะทำให้ท่านรู้สึกกลัวเล็กน้อย ในแนวความคิดที่ดี ให้ปฎิบัติเพียงพอที่จะสามารถเชื่อมโยงจิตและการปฏิบัติของท่านให้เป็นหนึ่งกลไกแห่งความสำเร็จ และมันจะกลายเป็นสิ่งที่ถาวร

  ตัวอย่างเช่น เมื่อเดือนก่อน ข้าพเจ้ารู้สึกว่าได้ลดความพยายามกับการเล่นฟิสเนสลง ด้วยข้ออ้างต่าง ๆ นานา  ที่ท่านเองก็คงเคยนึกขึ้นได้เช่นกัน มีหลายสิ่งที่จะต้องทำตามที่ได้บันทึกไว้ในตารางเวลาของแต่ละคน หากข้าพเจ้าปฏิบัติตามนั้น มันก็จะกลับสู่ทางเลือกที่ไม่ได้ยุ่งยากอะไร

     ข้าพเจ้าคิดว่าเราต่างไม่เข้าใจในเรื่องของการจัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง ทั้งเรื่องสุขภาพ ความสุขและรูปร่าง พิจารณาว่าอะไรควรอะไรไม่ควรตามลำดับที่เหมาะสำหรับแต่ละบุคคล
     สำหรับข้าพเจ้า มันเป็นเรื่องง่าย ข้าพเจ้าตระหนักถึงเหตุผลอย่างแยบคายหลายประการว่าเหตุใดข้าพเจ้าจึงต้องการสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการ ในการเล่นฟิสเนส สุขภาพ และรูปร่าง  ข้าพเจ้าพินิจถึงอย่างถี่ถ้วนทำให้มองเห็นการเข้าใกล้เป้าหมายมากที่สุด ข้าพเจ้าจินตนาการเห็นตนเองในอนาคต ทำสิ่งต่าง ๆ เว้นแต่รูปร่างที่ดีขึ้น ในเรื่องของรูปร่างนั้นถือเป็นเป้าหมายสำคัญ ข้าพเจ้าคิดวันละหลายครั้งว่าข้าพเจ้าจะรู้สึกอย่างไรเมื่อข้าพเจ้าไปถึงจุดหมายนั้น และจะมีความหมายสำหรับข้าพเจ้ามากมายเพียงใด  และนึกถึงผลต่อตัวข้าพเจ้าเองและสิ่งที่รายรอบข้าพเจ้า ความคิดก็ได้ผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ และคิดจริงจัง

     หากท่านคิดถึงสิ่งใดในใจ ความคิดนั้นก็จะบังเกิดเป็นความจริงได้ และเนื่องจากข้าพเจ้าได้ใช้ความพยายามทุ่มเทลงไป หากเกิดเหตุสุดวิสัยข้าพเจ้าก็จะกลับไปเริ่มใหม่ด้วยอำนาจจูงใจที่เปี่ยมล้นในไม่ช้า โดยปราศจากการร้องไห้ คร่ำครวญ หรือเกิดกังขาในตนเองสักวินาทีเดียว

จงฝันถึงมัน ต้องการมัน และทำให้มันเป็นจริง

     มันเป็นเรื่องที่ง่าย ชีวิตถือว่าสั้นนัก เมื่อเทียบกับลิสต์รายการต่าง ๆ ที่จะต้องทำซึ่งมีอยู่อย่างมากมาย  การมีเป้าหมายที่ไม่ชัดเจนสำหรับตัวข้าพเจ้าแล้วถือว่าเป็นความเสียหายอย่างมากที่เดียว
     ดังนั้น ข้อแนะนำของข้าพเจ้ามีเพียงประโยคเดียว คือ ตัดสินใจว่าอะไรคือสิ่งที่ท่านต้องการและเหตุใดท่านจึงต้องการสิ่งดังกล่าว กับลงมือปฏิบัติอย่างเต็มที่เสีย

5 -  ข่าวสาร-News / ข้อมูลสุขภาพ / เรื่องเล่าเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก

เริ่มโดย webmaster - กระทู้ล่าสุด โดย webmaster เมื่อ: มีนาคม 01, 2010, 07:11:12 pm

Do you agree or disagree with this article about 10 diet myth
เห็นพ้องหรือไม่กับ 10 เรื่องเล่าเกี่ยวกับการลดน้ำหนักต่อไปนี้

เรื่องเล่าเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก 10 เรื่อง/ Life Soul (จิตตชีวา) : RealSimple.com

        10 เรื่องเล่าเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก ไขมันต่ำ ! คาร์โบไฮเดรตต่ำ ! รับประทานอาหารได้ตลอดวัน ! ห้ามรับประทานอาหารหลัง 2 ทุ่มไปแล้ว !  โดยสรุป นั่นคือเงื่อนไขทั้งหลายเกี่ยวกับว่าทำอย่างไรจะรักษาน้ำหนักเอาไว้ได้

เรื่องที่ 1: ห้ามรับประทานอาหารหลัง 2 ทุ่มไปแล้ว
     ทฤษฎีกล่าวอ้าง : ร่างกายของท่านจะเผาผลาญอาหารที่ท่านรับประทานไปในช่วงแรกของวัน ขณะที่ปริมาณแคลอรี่ส์ที่รับเข้าไปในช่วงดึกจะยังคงสะสมอยู่ในระบบร่างกายและถูกเปลี่ยนเป็นไขมัน
     ข้อเท็จจริง : ปริมาณของแคลอรี่ส์ไม่ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา “ร่างกายของท่านย่อยและให้พลังงานแคลอรี่ส์ ทั้งในช่วงเวลาเช้า  ช่วงเวลากลางวัน และกลางคืน” ดร. Mary Flynn กล่าวจากงานวิจัยเกี่ยวกับการลดน้ำหนักแห่งโรงพยาบาล Miriam เมือง Providence ปริมาณแคลอรี่ส์จะสะสมอยู่ในร่างกายของท่านนานขึ้นหากว่าท่านรับประทานอาหารแล้วนอนชมรายการโทรทัศน์ต่อ แต่ในวันถัดไปเมื่อท่านทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่างกายของท่านก็จะไปดึงเอาพลังงานแคลอรี่ส์ที่สะสมไว้ไปใช้ นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมจึงไม่ควรรับประทานของขบเคี้ยวในเวลากลางคืน  ไม่ว่าจะรับประทานน้อยเพียงใดก็ตามแต่ครั้นเวลาที่ท่านรู้สึกหิว ท่านก็จะรับประทานแต่ของที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
     ข้อแนะนำที่ดีที่สุด : หากปกติแล้วท่านจะผ่อนคลายก่อนเข้านอนด้วยการรับประทานไอศกรีมสักชามหรือข้าวโพดคั่วคลุกเนย ให้พยามตัดของขบเคี้ยวออกไป ปริมาณแคลอรี่ส์ที่ถูกสะสมไว้ อาจจะเพียงพอสำหรับการลดน้ำหนักได้ไม่กี่ปอนด์ต่อปีของท่านเลยก็ได้  หากท่านรู้สึกหิว  Ellie Krieger, ผู้เชี่ยวชาญด้านการลดน้ำหนักและผู้ประพันธ์หนังสือ เรื่อง “The Food You Crave”  ให้ข้อแนะนำว่า “ให้หาอะไรเบา ๆ รับประทาน เช่น ผลไม้ หรือ ซีเรียลกับนม”  บรรดาผู้นิยมการรับประทานยามดึกทั้งหลายมีแนวโน้มที่จะรับประทานมากเกินไปเนื่องจากว่าบรรดาบุคคลเหล่านั้นจะรับประทานอาหารน้อยในระหว่างวันและทำให้รู้สึกหิวอย่างมากเมื่อกลับถึงบ้าน ความรู้สึกที่หิวโหยนี้จะส่งผลให้ท่านรับประทานทุกอย่างที่คว้าได้ทำให้เกิดการรับประทานในปริมาณที่มากขึ้นกับทั้งรับประทานอาหารที่มีคุณภาพต่ำอีกด้วย  Jo Ann hattner, ผู้เชี่ยวชาญด้านการลดน้ำหนักและที่ปรึกษาด้านโภชนาการในซานฟรานซิสโก กล่าวแนะนำว่า “ไม่ควรปล่อยให้ท้องหิวนานเกินกว่า 5  ชั่วโมง โดยไม่ได้รับประทานอะไรเลย”  นั่นหมายถึงว่าควรรับประทานอาหารให้ครบในแต่ละมื้อและรับประทานของขบเคี้ยวแต่เพียงเล็กน้อย

เรื่องที่ 2  : การรับประทานอาหารแต่น้อย บ่อย จะช่วยให้กระบวนการเมตาบิลิซึม ในร่างกายของเราทำงานอย่างมีประสิทธิภาพขึ้น (เมตาบอลิซึม เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้ดังนี้  คือ 1.กระบวนการสังเคราะห์พลังงานจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป 2.กระบวนการสลาย  คือการสลายโมเลกุลใหญ่ในข้อ 1 ที่เก็บสำรองไว้นั้น ให้ไปเป็นโมเลกุลเล็ก เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานได้ทันที  พลังงานที่ว่านี้ก็คือเรี่ยวแรงที่นำไปใช้ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ  หมายความว่า สลายของที่ได้จากข้อ 1. เพื่อนำมาเป็นพลังงาน)
     ทฤษฎีกล่าวอ้าง : หากท่านรักษาปริมาณการเพิ่มอาหารแต่น้อยในกระบวนการเมตาบอลิซึม ท่านจะรักษาความมีประสิทธิภาพการทำงานและการเผาผลาญปริมาณแคลอรี่ส์ได้มากขึ้น
     ข้อเท็จจริง : อาหารที่รับประทานเข้าไปนั้น มีผลเพียงเล็กน้อยต่อกระบวนการเผาผลาญหรือเมตาบอลิซึม ในอาหารบางชนิด รวมไปถึงสารอาหารจำพวก คาเฟอีน อาจช่วยเพิ่มการทำงานกระบวนการเมตาบอลิซึมได้เพียงเล็กน้อยและชั่วคราวเท่านั้น  แต่ผลดังกล่าวจะช่วยลดน้ำหนักได้น้อยมาก  อะไรที่มีผลต่ออัตราความต้องการเผาผลาญของร่างกาย (BMR) ของท่านมากที่สุด? อัตราที่ว่านี้เป็นการคำนวณหาปริมาณแคลอรี่ที่ร่างกายของท่านต้องการใช้ โดยอ้างอิง จาก อายุ น้ำหนัก ส่วนสูง และวิถีชีวิตประจำวัน ถึงแม้ยามนอนหลับ ร่างกายก็ยังคงต้องการพลังงานตลอดเวลา ยิ่งมวลกล้ามเนื้อและร่างกายที่มีขนาดใหญ่ก็จะยิ่งมีการเผาผลาญแคลอรี่ส์มากเท่านั้น  เมื่ออายุมากขึ้น เราจะควบคุมน้ำหนักได้ยากขึ้น เพราะ BMR เราลดลง การอดอาหารก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ BMR ลดลง วิธีป้องกันคือหมั่นออกกำลังกายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการเผาผลาญ จะทำให้ BMR ไม่ลดลงเร็วเกินไป
     ข้อแนะนำที่ดีที่สุด : เพิ่มมวลกล้ามเนื้อของท่าน เนื้อเยื่อที่ปราศจากไขมันหนึ่งปอนด์จะเผาผลาญแคลอรี่ส์ประมาณ 14 แคลอรี่ส์ต่อวัน ในขณะที่ ไขมันหนึ่งปอนด์จะเผาผลาญแคลอรี่ส์เพียงแค่ 2 ถึง 3 แคลอรี่ส์เท่านั้น  และขณะที่ความแตกต่างที่ว่านี้อาจดูไม่มากนัก แต่มีความสำคัญเมื่อเวลาผ่านไป  จำเอาไว้ว่า เมื่อท่านได้สูญเสียน้ำหนักไปเป็นปอนด์ ส่วนหนึ่งของน้ำหนักที่สูญสียไปนี้คือ กล้ามเนื้อ นี่คือคำเตือนของ Liz  Neporent  นักสรีรศาสตร์วิทยาเกี่ยวกับการออกกำลังกายและประธานบริหารแห่ง Wellness 360 นิวยอร์ก  บริษัทที่ปรึกษาศูนย์ความร่วมมือของเวลเนส  วิธีการออกกำลังกายเพื่อรักษากล้ามเนื้อ 7 ประเภท และหากท่านหน่ายกับการยกน้ำหนัก ท่านก็สามารถเล่นพีลาห์ตีส (รูปแบบการออกกำลังกายที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของโครงสร้างภายในร่างกาย รวมทั้งท่วงท่า และเพื่อสร้างความฟิตด้วย  โดย Pilates เป็นการบริหารร่างกายโดยการผสมผสานรูปแบบการออกกำลังที่หลากหลายเพื่อช่วยให้ผู้เล่นปราศจากอาการบาดเจ็บ)  การออกกำลังกายแบบผสมผสานการเต้น หรือเข้าคลาสเล่นโยคะสัก 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ก็ได้

เรื่องที่ 3 : พาสต้าทำให้ท่านอ้วนได้
     ทฤษฎีกล่าวอ้าง : เมื่อท่านรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต ร่างกายของท่านก็จะแปรสภาพคาร์โบไฮเดรตไปเป็นน้ำตาล จากนั้นจะเก็บสะสมในรูปของไขมัน
     ข้อเท็จจริง : คาร์โบไฮเดรตนั้นโดยตัวของมันเองแล้วไม่ได้ทำให้ท่านอ้วน แคลอรี่ส์ต่างหากที่เป็นต้นเหตุสำคัญ ไม่ว่าท่านจะรับประทานมันในรูปของคาร์โบไฮเดรต ไขมัน หรือโปรตีนก็ตาม  นอกจากคาร์โบไฮเดรตยังรวมไปถึง ผักและผลไม้  กับบรรดาธัญพืชที่ผ่านการขัดสีน้อยซึ่งเป็นส่วนที่ความสำคัญต่อการควบคุมน้ำหนักอย่างใส่ใจสุขภาพ  สรุปแล้วปัญหามิใช่ที่พาสต้า แต่ขึ้นอยู่กับปริมาณที่รับประทาน “ชาวอเมริกันมีแนวโน้มที่จะรับประทานคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีนมากไป แต่พบว่าพวกเขารับประทานคาร์โบไฮเดรตมากที่สุดในบรรดาที่กล่าวมา”  ดร.Babara Moore, นักโภชนาการใน Clyde Park รัฐมอนทานาและโฆษกประจำองค์กร American Society for Nutrition  กล่าว “ท่านไปรับประทานอาหารที่ภัตตาคารและรับประทานพาสต้า 3 ถ้วยกับซอสจำนวนมาก” นั่นหมายถึงพาสต้าเหล่านั้นสามารถเพิ่มพลังงานแคลอรี่ส์ให้ท่านได้ถึง 600 แคลอรี่ส์
     ข้อแนะนำที่ดีที่สุด : ควรรับประทานพาสต้าที่พอประมาณ นักโภชนาการแนะนำให้รับประทานเส้นพาสต้าที่ไม่ได้ปรุง 2 หรือ 3 ออนซ์ต่อบุคคล หรือครึ่งปอนด์ต่อครอบครัวที่มีสี่คน จำนวนนี้อาจจะดูว่าเป็นปริมาณที่ไม่เพียงพอ  แต่ลองคิดดูว่า “พาสต้ามีส่วนผสมเครื่องปรุงด้วย”  Mark Bittman, ผู้ประพันธ์หนังสือชื่อ “How to Cook Everything Vegetian” กล่าว และกล่าวอีกว่า “เริ่มด้วยการเอาผักไปย่างหรือผัดเร็ว ๆ อาจเป็นซอสมะเขือเทศ จากนั้นใส่พาสต้าเล็กน้อย” หากท่านต้องการโปรตีนให้เพิ่มถั่ว เนื้อไก่หรือสัตว์น้ำจำพวก หอย กุ้ง ปู (สำหรับพาสต้ารสอร่อยให้ดูเพิ่มเติมที่ Healthy Pasta Recipes หรือสูตรพาสต้าเพื่อสุขภาพ) หรืออาจเพิ่มขนมปังหรือข้าว หรือซีเรียลก็ได้ เช่น พวกธัญพืชที่ผ่านการขัดสีน้อยซึ่งจะอุดมไปด้วยไวตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ช่วยให้ร่างกายของท่านได้รับกากใยด้วยซึ่งมีส่วนช่วยให้ท่านรู้สึกอิ่ม (และอิ่มนานขึ้นด้วย)

เรื่องที่ 4 : กาแฟช่วยลดน้ำหนักได้
     ทฤษฎีกล่าวอ้าง : สารคาเฟอีนในกาแฟจะช่วยยับยั้งความรู้สึกอยากอาหารและช่วยเร่งกระบวนการเมตาบอลิซึมในร่างกาย
     ข้อเท็จจริง : กาแฟอาจจะช่วยระงับความหิวได้ชั่วคราว การดื่มกาแฟหนึ่งถ้วยต่อวันยังไม่สามารถช่วยให้ได้รับผลดังกล่าวพอที่จะช่วยลดน้ำหนักได้ นอกจากนี้ การนำปริมาณกาแฟเข้าสู่ระบบในร่างกายของท่านมากเกินไป จำนวน 4 ถึง 7 ถ้วยต่อวัน อาจนำไปสู่อาการกระวนกระวาย นอนไม่หลับ และเพิ่มระดับการเต้นของหัวใจและแรงดันโลหิตอีกด้วย
     ข้อแนะนำที่ดีที่สุด : ให้ดื่มกาแฟเพียงถ้วยสองถ้วยต่อวันเป็นประจำทุกวัน หากท่านโปรดปรานเช่นนั้น แต่ถ้าท่านได้เติมอะไรลงไปในกาแฟ เช่น ครีม น้ำตาล หรือผงมะพร้าว นั่นหมายถึงท่านกำลังได้รับปริมาณแคลอรี่ส์จากสิ่งเหล่านั้นด้วย ยกตัวอย่างเช่น การแฟสตาร์บัค รสมอคคา ขนาด 16 ออนซ์ จะให้ปริมาณแคลอรี่ส์มากถึง 330 แคลอรี่ส์ (60 แคลอรี่ส์จากแท่งชอคโกแลต) ปริมาณแคลอรี่ส์เหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้ท่านรู้สึกอิ่มได้เท่ากับปริมาณแคลอรี่ส์ที่ท่านรับประทานเข้าไปในรูปของแข็ง
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับกาแฟ : การนอนหลับไม่เต็มอิ่มนั้นได้มีหลักฐานที่เปิดเผยถึงความสัมพันธ์กับการควบคุมน้ำหนัก โดย ดร. Liz  Applegate, ผู้อำนวยการของศูนย์โภชนาการการกีฬาแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอเนีย ดาวีส  กล่าวว่า “ทุกครั้งที่ผู้คนรู้สึกเหนื่อย พวกเขามักจะนึกถึงการได้ดื่มกาแฟลาเต้ พวกเขาก็จะติดสารคาเฟอีนในปริมาณที่สูง และใช้เวลาร่วม 4 ถึง 6 ชั่วโมงในการกำจัดสารเหล่านี้ออกไปจากระบบร่างกาย  นอนหลับได้ไม่ดีและทำให้รู้สึกเหนื่อยในวันถัดมา” และอาจหิวมากขึ้นด้วย  อย่างน้อยที่สุดผลงานศึกษาสองผลลงานได้ชี้ว่าคนนอนหลับไม่เต็มอิ่ม ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ชื่อ Ghrelin ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกหิว ออกมามาก และหลั่งฮอร์โมน Leptin น้องลงซึ่งฮอร์โมน Leptin นี้ Leptin เป็นฮอร์โมนที่ถูกสร้างจากเซลล์ที่เก็บสะสมไขมันในร่างกาย โดย Leptin จะไปยับยั้ง NPY ในสมองส่วนไฮโปธาลามัสทำให้เกิดความรู้สึกอิ่มขึ้น

เรื่องที่ 5 : นมสามารถช่วยให้ท่านลดน้ำหนักได้
     ทฤษฎีกล่าวอ้าง : แคลเซียมช่วยให้ร่างกายสลายไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งช่วยกระตุ้นให้น้ำหนักลดลง
     ข้อเท็จจริง : ผลิตภัณฑ์จากนมไม่ปรากฏคุณลักษณะที่น่าประหลาดใจมากมายตามที่เข้าใจ มีงานวิจัยอยู่ 2 – 3 ผลงาน ที่สรุปว่า คนที่กำลังควบคุมน้ำหนักที่บริโภคผลิตภัณฑ์จากนมจะลดน้ำหนักได้มากกว่าคนที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนักหากแต่ไม่ได้บริโภคผลิตภัณฑ์จากนม  และมีบางผลงานวิจัยที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคนมในปริมาณสูงและการรับแคลอรีเพิ่มขึ้นอีกด้วย
     ข้อแนะนำที่ดีที่สุด : ให้บริโภคผลิตภัณฑ์นมต่อไป แต่ให้เลือกชนิดไขมันต่ำ ซึ่งจะให้ทั้งแคลอรีและไขมันอิ่มตัวที่ให้โทษแก่ร่างกายในปริมาณที่ต่ำด้วย
โดยทั่วไปแล้วผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมอุดมไปด้วยแคลเซียมแต่ปริมาณแคลเซียมเท่าใดกันที่ท่านต้องการแต่ละวัน  รัฐบาลได้กำหนดเอาไว้ว่าผู้ใหญ่ที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี ต้องการแคลเซียมอย่างน้อย 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน (ประมาณ 3 แก้ว) และผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ควรได้รับแคลเซียม 1,200 มิลลิกรัม อย่างไรก็ตาม Harvard School of Public Health อ้างว่าไม่มีผู้ใดรู้ปริมาณที่แน่นอนและปลอดภัยของแคลเซียมที่ผู้ใหญ่ควรรับ หากท่านไม่ชอบบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ท่านสามารถอาจรับสารแคลเซียมจากนมถั่วเหลือง น้ำส้ม ผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า ผักคอลลาร์ด (ผักในตระกูลครูซิเฟอร์ส แบบเดียวกับผักคะน้า) และอาหารจำพวกปลา เช่น แซลมอนกระป๋องก็ได้

เรื่องที่ 6 : การควบคุมอาหารคือวิธีที่ดีที่สุดในการลดน้ำหนัก
     ทฤษฎีกล่าวอ้าง : กำหนดแผนที่เป็นการชั่วคราวจะเป็นวิธีการลดน้ำหนักที่ชาญฉลาดที่สุด
     ข้อเท็จจริง : ในช่วงระยะเวลาอันสั้นนั้น ท่านมีวิธีการลดน้ำหนักหลากหลายวิธี นั่นหมายถึงว่าท่านรับประทานอาหารที่มีแคลอรีน้อยลง แต่มันไม่ใช่วิธีการลดน้ำหนักในระยะยาว “การควบคุมอาหารไม่ได้ผลหากท่านหยุดทำ” Christopher  Gardner ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านโภชนาการศาสตร์แห่ง Stanford University School of Medicine กล่าวอีกว่า “ถ้าท่านมีวิธีรับประทานที่ใหม่ ๆ ข้าพเจ้าก็จะกระทำตามนั้นตลอดไป ถ้ามันช่วยในการลดน้ำหนักได้” และควรกระทำอย่างต่อเนื่อง
     ข้อแนะนำที่ดีที่สุด : ไม่ควรลดน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหาร โดยเฉพาะในช่วงปีใหม่ และก่อนเข้าสู่ฤดูการอาบแดด (เพราะต้องหาซื้อชุดอาบแดด) ในทางตรงกันข้ามควรเปลี่ยนรูปแบบการรับประทานจะดีกว่า ควรวางแผนการรับประทานที่เหมาะสมกับตนเอง ซึ่งจะทำให่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวได้ในระยะเวลานาน และให้แน่ใจว่าท่านรับประทานอาหารที่มีปริมาณแคลอรีที่จะทำให้น้ำหนักลดลง จากนั้นเมื่อน้ำหนักของท่านลดลงได้ระดับหนึ่ง ไม่ควรกลับไปรับประทานอย่างเช่นที่เคยกระทำมา “ให้รักษาน้ำหนักในระดับที่เบากว่าน้ำหนักเดิมเอาไว้”
นอกจากนี้ การควบคุมอาหารเพียงอย่างเดียวจะไม่ได้ผลดีเท่ากับการควบคุมอาหารที่ควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย กล่าวคือ ควรจะออกกำลังกายบ้างเล็กน้อยหรือมากขึ้นด้วย นับแต่ปี 1994 ของสถาบันการควบคุมน้ำหนักแห่งชาติได้ติดตามและวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมของผู้ที่ประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนัก โดยพบว่า บุคคลเหล่านั้น ลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายพร้อมกันไป ด้วยการเดินเร็ว หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ พอสมควร เฉลี่ยแล้ว 1 ชั่วโมงต่อวัน “หนึ่งในข้อสังเกตที่สำคัญที่สุดของการรักษาระดับน้ำหนัก นั่นคือ การให้ร่างกายได้มีการกระทำกิจกรรมต่าง ๆ นั่นเอง Dr. Rena Wing ผู้ร่วมก่อตั้งและศาสตราจารย์ด้านจิตเวชศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ แห่ง The Warren Alpert Medical School  ณ มหาวิทยาลัย Brown กล่าว

เรื่องที่ 7 : การรับประทานโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตในมื้อที่ต่างกันจะช่วยให้ท่านลดน้ำหนักได้
    ทฤษฎีกล่าวอ้าง : ทั้งโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตต่างต้องการเอนไซม์สำหรับการย่อยที่แตกต่างกัน หากท่านรับประทานอาหารทั้งสองชนิดนี้แยกกัน จะเป็นการพัฒนาระบบการย่อยอาหารและจะช่วยให้ลดน้ำหนักได้ในอนาคต
     ข้อเท็จจริง : ระบบการย่อยอาหารของท่านสามารถย่อยอาหารที่มีความหลากหลายได้ในเวลาเดียวกัน  แต่ไม่ปรากฏการพิสูจน์ว่าการรับประทานโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตแยกกันจะช่วยในเรื่องของการย่อยอาหารหรือช่วยให้น้ำหนักลดลงได้ Christopher  Gardner นักโภชนาการกล่าว ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว จะเป็นการดีที่เรารับประทานโปรตีนกับคาร์โบไฮเดรตที่มีกากใย มากกว่าที่จะแยกกันรับประทาน “การซ่อมแซมส่วนสึกหรอ ของสารโปรตีน  และกากใยจะช่วยให้ท่านรู้สึกอิ่มมากที่สุดและให้พลังงานมากที่สุด Elisa Zied ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและโฆษกแห่งสมาคมการควบคุมน้ำหนักแห่งอเมริกา ได้กล่าวเอาไว้อีกทั้งยังเสริมว่า “แอปเปิลเป็นผลไม้ที่ดีแต่หากรับประทานร่วมกับเนยถั่วจะเป็นการดียิ่งขึ้น ยังมีอาหารที่ดีสำหรับท่านอีกจำนวนหนึ่ง ได้แก่ ผลไม้แห้งเปลือกแข็ง เมล็ดธัญพืช และพืชตระกูลถั่ว ซึ่งจะให้ทั้งโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต” สำหรับคนที่กล่าวว่า เราควรจะรับประทานโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตแยกกันนั้น ข้าพเจ้าก็สงสัยว่า แล้วพระเจ้าจะสร้างถั่วขึ้นมาทำไมเล่า”
     ข้อแนะนำที่ดีที่สุด : ในการรับประทานโปรตีนร่วมกับคาร์โบไฮเดรตนั้น เราควรจะระมัดระวัง การเลือกโปรตีนส่วนที่ดีที่สุดกล่าวคือ เลือกเนื้อไม่ติดมัน เนื้อสัตว์ปีก ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมซึ่งมีไขมันต่ำ และเต้าหู้ เนื่องจากมีไขมันอิ่มตัวน้อย และคาร์โบไฮเดรตที่ดีที่สุดจะพบในธัญพืชที่ผ่านการขัดสีน้อย, ผลไม้และพืชผักต่าง ๆ ซึ่งจะให้ประโยชน์ด้านสุขภาพมากกว่าข้าวขัดสี “อาหารเหล่านี้จะใช้เวลาในการดูดซึมนาน ดังนั้น จึงส่งผ่านไปหล่อเลี้ยงร่างกายอย่างช้า ๆ และเป็นแหล่งสะสมพลังงานที่ดี”  Hope Berkoukis ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านโภชนาการแห่งมหาวิทยาลัย Case Western Reserve University ในเมือง Cleveland กล่าว

6 -  ข่าวสาร-News / ข้อมูลสุขภาพ / ความเชื่อทั่วไปที่เกี่ยวกับการเสริมสร้างสมรรถภาพของร่างกาย

เริ่มโดย webmaster - กระทู้ล่าสุด โดย webmaster เมื่อ: มีนาคม 01, 2010, 06:24:10 pm

Common Fitness Myths
ความเชื่อทั่วไปที่เกี่ยวกับการเสริมสร้างสมรรถภาพของร่างกาย


   ในการออกกำลังกายมีความเชื่อที่แตกต่างกันออกไปมากมายดังจะนำเสนอถึงความเชื่อและข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้

ความเชื่อที่ 1 หากท่านออกกำลังกายโดยใช้เครื่องออกกำลังกายชนิดพิเศษ ท่านจะสามารถเผาผลาญพลังงานแคลอรี่ได้มากกว่าการออกกำลังกายชนิดอื่นๆ ในเวลาที่เท่าๆกัน  ในความเป็นจริงแล้ว ปริมาณพลังงานแคลอรี่ที่สูญเสียไปนั้น มีความสัมพันธ์โดยตรงกับ ความพยายามในการประกอบกิจกรรมนั้นๆ  ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว หากเราพยายามมาก หมายถึง เราต้องออกแรงมากกว่าปกติ ก็เท่ากับว่าปริมาณพลังงานแคลอรี่ที่สูญเสียไปนั้นมากขึ้นตามไปด้วย แต่หากเราพยายามน้อย แรงที่เราใช้ก็น้อย ทำให้ปริมาณพลังงานแคลอรี่ที่สูญเสีย มีปริมาณที่น้อยลงด้วย มันจึงไม่สำคัญว่า ท่านจะออกกำลังกาย โดยใช้เครื่องออกกำลังกายชนิดพิเศษ จะวิ่ง จะเดิน หรือเล่นกีฬาชนิดต่าง ๆ แต่มันสำคัญอยู่ที่ว่ายิ่งท่านออกกำลังกายหนักมากเท่าใด ปริมาณพลังงานแคลอรี่ก็จะถูกเผาผลาญมากขึ้นเท่านั้น 

ความเชื่อที่ 2 การออกกำลังกายแบบ เวทเทรนนิง ด้วยอุปกรณ์แบบ free weights (Dumbbells และ Barbells) จะได้ผลดีกว่าการออกกำลังด้วยเครื่องออกกำลังกายทั่วไป  (Weight Training Exercise หมายถึง การออกกำลังกายที่เราต้องการสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงมากขึ้น โดยใช้อุปกรณ์เป็นแรงต้านที่มีน้ำหนักต่าง ๆ กันออกไป เช่น การยกก้อนน้ำหนัก (Dumbbells หรือ Handheld Weights) การใช้เครื่องมือพวก Weight Training Machine ที่เราพบเห็นในศูนย์ออกกำลังกายต่าง ๆ หรือในบางบ้านที่สนใจการสร้างเสริมความแข็งแรงสมบูรณ์ของกล้ามเนื้อ ในบางกรณีอาจมีการใช้ยางยืดที่มีความตึงตัวที่แตกต่างกัน (Resistance Rubber Band) ก็ถือว่าเป็น Weight Training Exercise ได้เหมือนกัน) ในความเป็นจริงแล้ว หากท่านต้องการที่จะออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพของร่างกาย เพิ่มความกระชับของกล้ามเนื้อและลดน้ำหนักนั้น มันไม่สำคัญเลยว่าท่านจะออกกำลังกายโดยวิธีไหน  อย่างไร  ขอเพียงให้การออกกำลังกายชนิดนั้นๆ มีความเหมาะสมกับตัวท่านและท่านก็สามารถที่จะออกกำลังกายนั้นได้อย่างสม่ำเสมอ

Free weights กับ Weight machines แบบไหนผลดีกว่ากัน?
        คงอาจจะมีข้อสงสัยในเรื่องของการออกกำลังกายแบบ Weight Training ว่าอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีให้เลือกอยู่มากมาย อย่างไหนถึงจะเหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด หรืออาจจะสงสัยว่าควรจะเลือกใช้อุปกรณ์ชนิดใด แบบใดถึงจะได้ผลดีที่สุด โดยเฉพาะอุปกรณ์ระหว่าง Free weights กับ Weight machines ตามความเป็นจริงแล้วไม่สามารถให้คำตอบที่แน่นอนชี้ชัดออกมาได้ว่าอุปกรณ์ชนิดไหนจะดีกว่ากัน ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ประสงค์ หรือเป้าหมายที่สำคัญในการออกกำลังกายว่าต้องการผลอย่างไร และขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่างในการที่จะเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมในแต่ละคนไป 

Free Weights
ส่วนของ Free weights จะประกอบไปด้วย Dumbbells และ Barbells เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญในการออกกำลังกาย พูดถึง dumbbells จะมีความหนักเบาให้เลือกมากมายหลายขนาดเริ่มต้นตั้งแต่อันละ 1 กิโลกรัม ไปจนถึงมากกว่า 50 กิโลกรัมก็มี ในการเลือกใช้ dumbbells ที่เหมาะสมอาจจะต้องเลือกดูน้ำหนักที่พอเหมาะไม่หนักมากจนเกินไป เพราะต้องการควบคุมการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องด้วย สำหรับคนที่ไม่เคยออกกำลังกายแบบ weight training มาก่อน หรือในกลุ่มของ คนที่เริ่มออกกำลังกายใหม่ๆ ไม่ควรเริ่มออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์ประเภท free weights นี้ เพราะจะเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้ง่าย เมื่อเทียบกับการออกกำลังกายโดยใช้ weight machines แต่สำหรับคนที่เคยออกกำลังกายมาบ้างแล้ว (ตั้งแต่ Intermediate ไปจนถึง Advance) ควรค่อยๆเริ่มจากน้ำหนักที่สามารถออกแรงยกได้และสามารถบังคับให้อยู่ในท่าทางที่ถูกต้อง ทั้งนี้เพื่อลดอัตราเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ หรืออาจจะต้องมีครูฝึกคอยแนะนำท่าทางที่ถูกต้อง และคอยช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด

Weight Machines
ส่วนของ Weight machines มีให้เลือกมากมายหลายรูปแบบ ซึ่งในแต่ละเครื่องจะเป็นการบริหารกล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆ เฉพาะส่วนที่แตกต่างกันออกไป เช่น เครื่องบริหารร่างกายในส่วนของหน้าอก ท้อง หลัง ขา หัวไหล่ และแขน เป็นต้น โดย weight machines จะมีข้อจำกัดคือ แต่ละเครื่องก็จะบริหารกล้ามเนื้อได้เพียงส่วนเดียว เช่น เครื่องบริหารกล้ามเนื้อสะโพกต้นขาด้านนอก ก็จะใช้บริหารร่างกายส่วนนี้ได้เพียงมัดเดียว ในขณะที่กล้ามเนื้อส่วนอื่นของร่างกายไม่มีการทำงาน ถ้าต้องการบริหารกล้ามเนื้อในส่วนของสะโพกต้นขาด้านในจะต้องมีการเปลี่ยนเครื่องในการบริหารร่างกายต่อไป รวมไปถึงอุปกรณ์มีราคาสูง ใช้พื้นที่ค่อนข้างมากในการวางเครื่องแต่ละตัว ซึ่งจะแตกต่างกับ dumbbells ที่มีราคาถูก ไม่ต้องการพื้นที่มากในการจัดเก็บอุปกรณ์   ข้อได้เปรียบของการออกกำลังกายแบบ weight machines นี้โดยส่วนใหญ่แล้วจะเหมาะกับกลุ่มที่เพิ่งเริ่มต้นออกกำลังกาย เพราะปลอดภัยสูง ใช้งานง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อนเหมือน free weights โดยที่สอบถามถึงวิธีการใช้จากครูฝึกในครั้งแรกแล้วหลังจากนั้นก็สามารถบริหารร่างกายได้เอง

ความเชื่อที่ 3 มียาที่สามารถทำให้น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วได้
มันอาจจะมีความเป็นไปได้ที่จะมียาที่สามารถทำให้น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว น้ำหนักของเรา มักจะลดลงได้ช้ากว่าที่เราต้องการเสมอ และการที่จะทำให้น้ำหนักของเราลดลงอย่างรวดเร็วได้เพียงนั้น จะมีความเสี่ยงและอันตรายสูงมาก ดังนั้นหากเราออกกำลังกายและรู้จักควบคุมอาหารอย่างสม่ำเสมอ น้ำหนักก็สามารถลดลงเองได้ โดยที่เราไม่ต้องไปพึ่งพาวิธีการลดน้ำหนักหรือเครื่องออกกำลังกายที่แปลก ๆ เลย

ความเชื่อที่ 4 ท่านไม่ควรที่จะออกกำลังกายด้วยวิธี Weight training จนกว่าน้ำหนักของท่านจะลดลงได้ตามที่ท่านต้องการแล้ว เพราะการออกกำลังกายด้วยวิธีนี้จะทำให้น้ำหนักท่านลดลงช้า Weight training จำเป็นสำหรับการลดน้ำหนัก เพราะมันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่มกระบวนการเผาผลาญของร่างกาย ดังนั้นหากท่านคิดที่จะลดน้ำหนัก ท่านควรจะเริ่มด้วยการออกกำลังแบบ Weight training เป็นอย่างแรก

ความเชื่อที่ 5 หากท่านออกกำลังกายตอนท้องว่าง ไขมันของท่านจะถูกเผาผลาญไปมากขึ้นกว่าเดิม การออกกำลังกายตอนท้องว่างหรือไม่นั้น ไม่ได้ช่วยให้น้ำหนักของเราเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร และอาจจะทำให้ท่านไม่มีแรงที่จะอกกำลังกายอีกด้วย เพราะฉะนั้นก่อนที่ท่านจะออกกำลังกาย ท่านก็ควรที่จะดื่มน้ำผลไม้สัก 1 แก้วเป็นอย่างน้อยก่อน





7 -  ข่าวสาร-News / ข้อมูลสุขภาพ / เคล็ดลับในการลดความเครียด

เริ่มโดย webmaster - กระทู้ล่าสุด โดย webmaster เมื่อ: กุมภาพันธ์ 17, 2010, 03:24:08 pm

Tips on Stress Reduction
เคล็ดลับในการลดความเครียด


        ความเครียดเป็นภาวะทางจิตทั่ว ๆ ไปและเป็นปฏิกิริยาของสภาพร่างกายที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันแต่หากความเครียดนั้นไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้องและทันการณ์แล้ว ความเครียดนั้นจะส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพทั้งกายและจิตของเราได้ วิธีในการลดความเครียดที่ท่านสามารถกระทำได้เองง่าย ๆ โดยไม่ต้องพึ่งยาดังนี้

1. การร้องเพลง หรือการฟังเพลง จะมีผลดีต่อร่างกาย ดังนี้ คือผลของดนตรีต่อร่างกาย สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ อัตราการหายใจ อัตราการเต้นของชีพจร ความดันโลหิต การตอบสนองของม่านตา ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ และการไหลเวียนเลือด  ผลของดนตรีต่อจิตใจและสมอง สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ อารมณ์ สติ จินตนาการ การรับรู้สภาพความเป็นจริง และการสื่อสารทางกาย เป็นต้น

2. หัวเราะบำบัด เป็นการหัวเราะแบบรู้ตัว เพื่อใช้ประโยชน์จากการหัวเราะ กระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนประเภท "ปลุกเร้า" เพื่อบำบัดจิตใจและฟื้นฟูร่างกาย  การหัวเราะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายใน 7 ระบบได้แก่ ระบบหายใจ ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบพักผ่อนและผิวพรรณ ระบบเจริญพันธุ์ ระบบการทำงานของต่อมไร้ท่อ สร้างความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

3. รู้จักการปฏิเสธ  การที่เรารู้จักปฏิเสธ จะช่วยให้เราไม่ต้องอยู่ในภาวะจำยอมตลอดเวลาและเกิดความรู้สึกลำบากใจเมื่อต้องกระทำบางอย่างอย่างไม่สมัครใจ ทั้งนี้การปฏิเสธควรเป็นไปอย่างมีความเหมาะสมและรู้ว่าอะไรควรปฏิเสธ ไม่ควรปฏิเสธ ควรระวังกิริยามารยาทและถ้อยคำภาษาที่ใช้ในการปฏิเสธด้วย

4. หาเวลาว่างที่เป็นส่วนตัว เพื่อที่ท่านจะได้ทำอะไรก็ได้ที่ท่านกระทำแล้วรู้สึกดี เช่น การหยุดพักจากการทำงานช่วงเวลาสั้น ๆ ในการฟังเพลงโปรด หรืออ่านนิตยสารที่เบาสมอง เล่นกับสัตว์เลี้ยง  สวดมนต์  แต่งกลอน แต่งเพลง ดูแลต้นไม้ หรืออะไรก็ได้ที่ท่านทำแล้วชอบและมีความสุข

5. เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบตัวท่านใหม่ เช่น สิ่งแวดล้อมใหม่ จัดห้องนอนใหม่ด้วยสีสบายตา รูปภาพสวย ๆ ดูแล้วรู้สึกดี สดชื่น หรือด้วยการปลูกต้นไม้เพื่อลดความเครียดได้ เช่น ต้นกระบองเพชรช่วยดูดรังสีจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้ดอดสวยงาม  ต้นลิ้นมังกรแคระช่วยเพิ่มออกซิเจนและดูดสารพิษในอาคาร  หรือจะปลูกสับปะรดสี  ซุ้มกระต่าย ว่านเขียวหมื่นปี บอนสีพญาเศวต ช่วยสร้างความสดชื่น กระปรี้กระเปร่าได้อีกทางหนึ่ง

5. ระบายความเครียดออกมาในรูปแบบของการร้องไห้ อย่าเก็บกดไว้ น้ำตาจะช่วยให้ร่างกายระบายเอาสารพิษและความตึงเครียดออกไปจากร่างกายได้ บางครั้งเมื่อได้ร้องให้ออกมาแล้วจะทำให้เรารู้สึกดีขึ้น หรือจะระบายออกมาในรูปของการระบายความในใจให้คนที่รู้ใจ หรือคนที่ไว้ใจได้ฟัง ก็มีส่วนช่วยให้ความเครียดลดลง สิ่งที่ต้องคำนึงคือ ไม่ควรระบายคราวละหลายๆ เรื่องจนคล้ายเป็นการพร่ำบ่นนานนับชั่วโมง หรือทั้งวัน จะทำให้คนรอบข้างเกิดความเบื่อหน่ายและไม่อยากรับฟัง ซ้ำจะยังทำให้เราเครียดมากยิ่งขึ้น และเมื่อระบายความทุกข์ใจหรือสิ่งที่เป็นสาเหตุของความเครียดนั้นไปแล้ว ควรขอบคุณ ขอบใจ และหาทางตอบแทนคนรับฟังด้วย

6. ค้นหาสาเหตุของความเครียดนั้น จากนั้นทำความเข้าใจและพยายามหลีกเลี่ยงการทำให้เกิดความเครียดในครั้งต่อมา อีกทั้งเมื่อเราทำความเข้าใจกับสาเหตุของความเรียดเราแล้ว เราก็จะเครียดน้อยลง 

7. ออกกำลังกาย การออกกำลังกายเพื่อคลายความเครียดนั้น เราควรจะเลือกการออกกำลังกายหรือเลือกเล่นกีฬาที่เราถนัดเป็นอันดับแรก เพราะบางคนถนัดและชอบไม่เหมือนกัน บางคนชอบเล่นฟุตบอล บางคนชอบเต้นแอโรบิค บางคนชอบจักรยาน เป็นต้น การออกกำลังกายแบบกายบริหารบางอย่าง เช่น โยคะ มวยจีน นั้น แม้จะไม่ได้มีการออกกำลังจนเหนื่อย แต่ก็มีส่วนคลายเครียดได้มากเช่นกัน เพราะทั้งโยคะและการรำมวยจีนจะมีการรำท่วงท่าต่อเนื่องกัน ประกอบกับจังหวะหายใจเข้าและออกที่สัมพันธ์กันทำให้จิตใจเกิดสมาธิ และลดความฟุ้งซ่าน  เกิดสมาธิ จะลดความวิตกกังวลและบางครั้งก็ทำให้เกิดปัญญา ในบางครั้งปัญหาเราหาทางออกไม่ได้ เพราะเรามีความวิตกกังวลและฟุ้งซ่านยิ่งคิดยิ่งตีบตัน หากจิตใจคลายตัวลงสู่ความสงบก็อาจคิดหาทางออกที่ดีได้

8. รับประทานอาหารที่ให้สารอาหารที่มีส่วนช่วยในการลดความเครียด อาหารลดความเครียดนี้ จะเป็นอาหารที่มีสารที่เรียกว่า “ซีโรโตนิน” ทำหน้าที่เกี่ยวกับการแสดงอารมณ์ความรู้สึก และควบคุมวงจรการนอนหลับ สารตัวนี้เมื่อเข้าในสมอง จะทำให้ความเครียดลดลง ซึ่งมีในพวก คาร์โบไฮเดรต แต่ควรจะรับประทานประเภท คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ขนมปังโฮลวีต ผลไม้รสหวาน โดยรับประทานอาหารที่เย็นและหวาน เช่น ผลไม้แช่เย็น น้ำผลไม้ จะทำให้สดชื่นขึ้นหากว่าเราเครียดมาเป็นระยะเวลานาน ร่างกายเราจะขาดวิตามินบีรวม,อีและซี สังกะสี โปแตสเซียม และแมกนีเซียม เพราะร่างกายต้องใช้สารเหล่านี้ในการสร้างฮอร์โมน เพราะฉะนั้นเวลาเครียดจึงควรรับประทานอาหารพวกผัก ผลไม้ หลากหลายที่มีรสเปรี้ยว เพราะมีวิตามินซีค่อนข้างมาก ได้แก่ กล้วยหอม มังคุด และส้ม ผักใบเขียว และธัญพืชต่าง ๆ

9. ชมภาพยนตร์ที่ช่วยให้คลายเครียด เช่น ภาพยนตร์ตลกช่วยให้เราหัวเราะ หรือภาพยนตร์โรแมนติกช่วยให้เรามีความสุขเบิกบานใจ ภาพยนตร์แฟนตาซีทำให้เราได้ปลดปล่อยตนเองไปกับจินตนาการ ช่วยผ่อนคลายอีกทางหนึ่ง

10. พบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง การที่ได้มีโอกาสพูดคุย พบปะสังสรรค์กับเพื่อนสนิท เพื่อนที่รู้ใจ ทำให้เรารู้สึกเป็นตัวของตัวเอง สบาย ๆ และผ่อนคลายได้ อีกทั้งการได้พูดคุยเป็นการส่งเสริมความสัม   พันธ์อันดีระหว่างเพื่อนฝูง และได้แลกเปลี่ยนความคิด ความรู้ ทำให้แนวความคิดกว้างขึ้น ได้ความรู้ใหม่ ๆ และฝึกเป็นคนที่ยอมรับฟังผู้อื่นอีกด้วย
 
11. เขียนบันทึก เป็นการระบายถึงสิ่งที่ถูกเก็บเอาไว้ภายในใจของเรา ทำให้เราได้คลายเครียด รู้สึกสบายใจที่ไม่ได้เก็บกดความทุกข์เอาไว้ อีกทั้งการเขียนบันทึกเป็นการให้เวลาได้ทบทวนถึงสิ่งที่ผ่านมาและช่วยให้มองเห็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาได้ง่ายขึ้น

12. การนวดบำบัดเครียด การนวดเป็นวิธีหนึ่งที่คลายเครียดได้ดี ควรหาวิธีการนวดด้วยตนเองที่ง่าย สะดวก สามารถทำได้ทุกเวลา โดยหลักการนวดจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง โล่งสบายตัว ทำให้หายเครียดและลดอาการเจ็บป่วยต่างๆ ลงได้
   
   13. กลิ่นหอมช่วยคลายเครียด  โดยเฉพาะกลิ่นหอมของดอกไม้ต่าง ๆ มีผลในการช่วย
ปลุกประสาทสัมผัสให้สดชื่นตื่นตัว แถมยังกระตุ้นพลังงานในจิตใจได้เป็นอย่างดี เวลาเครียดให้ลองสูดกลิ่นหอมของดอกไม้ เช่น กลิ่นกุหลาบ มะลิ ลาเวนเดอร์ หรือน้ำมันหอมระเหยที่ท่านชอบจะช่วยให้ท่านรู้สึกสดชื่นขึ้น

14. ท่องเที่ยวเพื่อลดความเครียด อาจไปเที่ยวเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์กับใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติสักพัก เช่น ท่องเที่ยวตามป่า ภูเขา ทะเล น้ำตก หรือการไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น วัดวาอาราม โบราณสถาน ชมโบราณวัตถุเป็นต้น

15. เลี้ยงสัตว์เพื่อช่วยลดความเครียด แต่ควรระลึกว่าสัตว์ที่ท่านนำมาเลี้ยงนั้นไม่เป็นสัตว์ต้องห้าม ไม่อันตราย และที่สำคัญท่านจะเลี้ยงไปตลอดและไม่ทอดทิ้งสัตว์นั้น การเลี้ยงสัตว์ทำให้จิตใจสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน
   
          เพียงเท่านี้ท่านก็จะสามารถผ่อนคลายความตึงเครียดที่เกิดแกตัวท่านเองได้ เพราะความเครียดบางครั้งเราก็สามารถควบคุมได้ เพียงรู้เท่าทันและเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นให้ได้เสียก่อนจากนั้นค่อย ๆ หาทางแก้ไขและเลือกวิธีการผ่อนคลายความเครียดที่มีความเหมาะสมแก่ตัวท่านเอง

8 -  ข่าวสาร-News / ข้อมูลสุขภาพ / ความเครียดกับชีวิต

เริ่มโดย webmaster - กระทู้ล่าสุด โดย webmaster เมื่อ: กุมภาพันธ์ 17, 2010, 03:16:04 pm

Stress and Life
ความเครียดกับชีวิต


        ความเครียดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต โดยทั่วไปแล้วความเครียดเป็นสภาพของจิตใจและร่างกายที่ถูกกระตุ้นให้แสดงออกต่อสภาวะสิ่งแวดล้อม อันเป็นการปรับตัวซึ่งอาจจะเป็นการต่อสู้หรือแล้วแต่บุคคลนั้นความเครียดทำให้เรามีความรับผิดชอบและกระทำสิ่งต่าง ๆ ไปด้วยความตั้งใจมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันความเครียดก็เป็นสิ่งที่ส่งผลร้ายต่อร่างกายและสุขภาพของเราได้ เนื่องจากคามเครียดเป็นความกดดันที่เกิดขึ้นจากการดำรงชีวิตประจำวันที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา ทั้ง สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม  บุคคลที่ปรับตัวไม่ได้ก็จะเกิดความเครียด ความเครียดที่ไม่มีการจัดการที่ดีอาจส่งผลเสียหายต่อชีวิตของท่านได้ ซึ่งในทุก ๆ ปีผู้คนทั่วโลกต่างได้รับผลหระทบของภาวะความเครียดที่มีความสัมพันธ์กับความเจ็บป่วยทั้งทางกายและทางจิต ดังนี้
        ผลของความเครียดต่อร่างกาย ได้แก่ ปวดหัว ปวดหลัง เจ็บหน้าอก โรคเกี่ยวกับหัวใจ อาการใจสั่น ความดันโลหิตสูง  ภูมิคุ้มกันลดลง  อาการมวนท้อง  ประสบปัญหาการนอนไม่หลับ
        ผลของความเครียดต่อจิตใจ ได้แก่ โรควิตกกังวล  กระสับกระส่าย กลุ้มใจ หงุดหงิดขี้รำคาญ  รู้สึกหดหู่  โศกเศร้า เกรี้ยวกราด  รู้สึกไม่ปลอดภัย ขาดเป้าหมายในชีวิต  เกิดภาวะที่เรียกว่า Burn out syndrome  ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดจากการทำงาน หนักเกินไป และไม่ได้สัดส่วนกับการพักผ่อนจนเกิดอาการ เช่น สมองไม่แล่น ความจำไม่ดี อ่อนเปลี้ยเพลียแรง นอนไม่หลับเ  (จิตวิทยาชาวอเมริกัน เฮอร์เบิร์ต เจ  ฟรอยเดนเบอร์เกอร์ ได้นำชื่อ Burn-Out มาใช้ในการรักษาทางจิตเวชเมื่อปี 1974 ซึ่งก็คือโรคทางจิตชนิดหนึ่ง ซึ่งมักเกิดกับคนที่ตั้งความหวังไว้สูงเกี่ยวกับตัวเองและต้องการความเพอร์เฟ็กต์ จนก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางร่างกายและจิตใจ) และเกิดอาการหลงลืม
        ผลของความเครียดต่อพฤติกรรม ได้แก่  การรับประทานมากเกินที่ร่างกายต้องการ เกิดความผิดปกติในการรับประทานอาหาร (Undereating)  ฉุนเฉียวง่าย  ดื่มแอลกอฮอลล์และใช้สารเสพติด  สูบบุหรี่มากขึ้น  ปลีกตัวจากสังคม  ร้องไห้ไม่หยุดเป็นเวลานาน ๆ (crying spells)  เกิดความขัดแย้งในความสัมพันธ์
        นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่รายงานถึงผลของความเครียดกับการเกิดโรคภัยต่าง ๆ ได้แก่  ความเครียดทำให้เกิดโรคเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ (gastritis) และลำไส้เล็กส่วนต้น (ที่ต่อกับกระเพาะ) อักเสบ (duodenitis) โดยไม่ได้เป็นแผล (ulcer)   
        นักวิจัยจาก Yerkes National Primate Research Center และมหาวิทยาลัยอิมอรี่ สร้างสัตว์ต้นแบบเพื่อใช้ในการศึกษาผลของอาการเครียดเรื้อรังที่มีต่อพฤติกรรม สรีระ และการสืบพันธุ์ ในมนุษย์ โดยความเครียดเรื้อรังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและปัญหาทางร่างกายหลายอย่าง เช่น อาการกระวนกระวาย เศร้า และมีบุตรยาก  จากการศึกษาในสัตว์ต้นแบบ นักวิจัยพบว่าฮอร์โมน corticotropin releasing factor (CRF) เป็นฮอร์โมนสำคัญของสมองที่มีผลต่อความเครียด โดยฮอร์โมนนี้จะกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ของสมอง ทำหน้าที่แตกต่างกัน การหลั่งของฮอร์โมนนี้มีความสำคัญต่อความสามารถการปรับตัวต่อความเครียดในแต่ละวันนอกจากนี้ยังช่วยซ่อมแซมสุขภาพของร่างกายและจิตใจด้วย หากฮอร์โมน CRF เพิ่มระดับมากขึ้นหมายถึงมีภาวะความเครียด และหากระดับฮอร์โมนลดลง หมายถึงไม่มีระดับความเครียด อย่างไรก็ตาม ความเครียดเรื้อรังทำให้ปริมาณและระยะเวลาในการแสดงออกของฮอร์โมนนี้ในส่วนของสมองที่มีความสัมพันธ์กับความกลัว อารมณ์ เช่นบริเวณส่วนของสมองที่เรียกว่า amygdale เพิ่มขึ้นด้วย ความเครียดเรื้อรังมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และผลของการเพิ่มการแสดงออกของฮอร์โมน CRF อาจทำให้เกิดปัญหาต่อร่างกาย เช่น อาการกระวนกระวาย ความเศร้า และมีบุตรยากได้และเพื่อศึกษาความสำคัญของ CRF ทีมวิจัยใช้ไวรัลเวกเตอร์ในการเพิ่มการผลิตฮอร์โมน CRF ในสมองส่วน amygdala ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ในหนูเพศเมีย ผลก็คือหนูหลั่งฮอร์โมนออกมาอย่างต่อเนื่องจากสมองส่วนนี้ มีพฤติกรรมกระวนกระวาย เศร้า มีความต้องการทางเพศลดลง วงจรการตกไข่แปรปรวน ซึ่งอาการเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าการหลั่ง CRF ที่เกิดจากความเครียดเรื้อรังรบกวนการทำงานของระบบร่างกายอย่างเห็นได้ชัด และพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในหนูนั้นยังคล้ายกับสิ่งที่พบในสตรีที่มีความเครียดตลอดเวลาด้วย
       มีงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่กล่าวสอดคล้องกันเกี่ยวกับผลของความเครียดว่าความเครียดรบกวนการทำหน้าที่ปกติของของโปรเจนสเตอโรน และฮออร์โมนลูทีไนซึ่งผ่านการทำงานของฮออร์โมนที่หลังจากกระบวนการตอบสนองของร่างกายต่อความเคีรยด ซึ่งๆได้แก่ Andrenocorticotropin (ACTH) นอกจากนี้ยังลดการผลิตโปรเจนเตอโรนจากรังไข่เพิ่มการผลิตจากต่อมหมวกไต ทำให้ระดับโปรเจนสเตอโรนแปรปรวน ไม่เหมาะต่อการทำงนาน ในช่วงเวลาปกติของระบบสืบพันธุ์เหล่านี้ ทำให้ประสืทธิภาพพระบบสืบพันธุ์ลดลง ซึ่งแสดงออกใรนรูปแบบต่าง ๆ เช่นอัตราการผสมติดต่ำ  อัตราการตายของตัวอ่อนสูงและจำนวนสัตว์ที่มีปัญหาของระบบสืบพันธุ์เพิ่มขึ้น

วิธีการลดความเครียดและเสริมสร้างสุขภาพทั้งกายและใจมีหลากหลายวิธีได้แก่
- การออกกำลังกายด้วยการเล่นกีฬา เล่นโยคะ  ฝึกสมาธิ
- ระบายความเครียดด้วยการบอกเล่าเรื่องทุกข์ใจแก่คนรอบข้างที่ไว้ใจได้
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ จะช่วยให้ร่างกายสดชื่น มีสมาธิในการคิดหาแนวทางแก้ไข
ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างรอบคอบขึ้น
- รับประทานอาหารเพื่อลดความเครียด อาหารที่ช่วยคลายเครียดได้ ได้แก่ อาหารที่ให้สารทริปโตฟาน  พบได้ใน ไข่ ถั่วเหลือง นมวัว เนื้อสัตว์  ไวตามินบี 6 พบในธัญพืชต่างๆ ยีสต์ รำข้าว เครื่องใน เนื้อ ถั่ว ผัก ไวตามินบี 3 พบใน ตับ เครื่องใน เนื้อ เป็ด ไก่ ปลา ถั่ว ยีสต์ และสารอาหารอื่นๆ เช่น แคลเซียม กระเทียม ดอกไม้จีน
- เที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ อาจจะตามสวนสาธารณะกับครอบครัว หรือไปเที่ยวต่างจังหวัดตามแต่ความสะดวก การที่เราไปในสถานที่ที่ให้ความเย็นตาสบายใจจะช่วยให้รู้สึกปลอดโปร่งและผ่อนคลายได้
- ฟังเพลงและดนตรีเพื่อบำบัดความเครียด  เพราะดนตรีช่วยทำให้มีอารมณ์เยือกเย็นลง ผ่อนคลาย ใจสงบ ดนตรีบำบัดมีทั้งเพลงบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีชนิดเดียวหรือหลายชนิด เพลงที่มีเสียงคลื่นทะเล เสียงนก เสียงน้ำไหล เป็นต้น
- บำบัดความเครียดด้วยกลิ่น  เนื่องจากกลิ่นเป็นการรับรู้ทางสัมผัสที่สื่อถึงอารมณ์และความรู้สึกได้ดี ท่านสามารถหาธูปหอมที่ให้กลิ่นที่สดชื่นมาจุดในห้อง หรือหยดน้ำมันหอมระเหย ในขณะนอนหรือทำงานเพื่อผ่อนคลาย  หรืออาจจะแช่น้ำอุ่นๆ ไปด้วยก็ได้ กลิ่นที่เหมาะสมแล้วแต่ชอบและรู้สึกผ่อนคลาย โดยเลือกจากการดมว่ากลิ่นไหนทำให้รู้สึกดี ให้พลัง หรือช่วยผ่อนคลาย กลิ่นที่น่าสนใจ เช่น กลิ่นไม้จันทน์หอม กลิ่นกำยาน สำหรับผ่อนคลาย กลิ่นการบูร กลิ่นส้ม กลิ่นมะนาว สำหรับสร้างความสดชื่น
- ฝึกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ   เริ่มด้วยการนั่งหรือนอนในท่าสบายๆ จากนั้นค่อยๆ เกร็งกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ขึ้นมาโดยอาจไล่จากปลายเท้า ข้อเท้า น่อง ต้นขา ลำตัว แขน มือ นิ้ว ไหล่ คอ ศีรษะ และใบหน้า เกร็งไว้สักอึดใจหนึ่ง จากนั้นค่อยๆ ผ่อนคลายย้อนกลับไปโดยเริ่มจากใบหน้า จนถึงปลายเท้า จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อในยามที่รู้สึกตึงเครียด อึดอัด ไม่สบายใจ หรือแม้แต่ยามที่ท่านต้องการสมาธิ
- การนวดเพื่อคลายเครียด ซึ่งนอกจากจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายแล้วยังให้ประโยชน์มากมาย ได้แก่ ลดอาการปวดเมื่อย คลายความกังวลและความรู้สึกหดหู่ เพิ่มความแข็งแกร่ง ควบคุมความดันโลหิต ส่งเสริมการเจริญเติบโตในเด็ก บรรเทาอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา  เพิ่มระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย และช่วยรักษาโรคมะเร็ง (http://www.mayoclinic.com/health/massage/SA00082)
   - การมองโลกในแง่ดี จะทำให้จิตใจเบิกบาน ไม่ขุ่นมัว ไม่รับสิ่งที่จะส่งผลให้จิตใจเศร้าหมองเข้ามาเก็บไว้ รู้จักปล่อยวางบางเรื่องจะช่วยให้เราไม่เครียดได้

9 -  ข้อมูลผลิตภัณฑ์ / ผลิตภัณฑ์ภายนอก Outrer Nutrition / Re: อยากหน้าใสค่ะ ใช้แล้วจะได้ผลจริงป่าว??

เริ่มโดย jinney - กระทู้ล่าสุด โดย webmaster เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2010, 04:07:54 pm

เรียน คุณ jinney
ตรงนี้อยากให้กรอกข้อมูลเพื่อขอรับตัวอย่างฟรีเข้ามาครับ
หรือถ้าไม่สะดวกที่จะให้ขอมูล สามารถโทรเข้ามาสอบถามข้อมูลได้ที่ 02-959-4532
หรือฝากโทรศัพท์เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของเราติดต่อกลับได้ หน้า "ติดต่อเราครับ"

10 -  ข้อมูลผลิตภัณฑ์ / ผลิตภัณฑ์ภายนอก Outrer Nutrition / อยากหน้าใสค่ะ ใช้แล้วจะได้ผลจริงป่าว??

เริ่มโดย jinney - กระทู้ล่าสุด โดย jinney เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2010, 12:35:29 pm

อยากหน้าใสค่ะ ต้องใช้เวลาเท่าไรค่ะ ราคาแพงมั๊ย ไม่เห็นมีราคาบอกเลยค่ะ

หน้า: [1] 2
 ค้นหา

 สถิติการใช้งานฟอรั่ม
กระทู้ใหม่จำนวนตอบกระทู้ทั้งหมด: 15
กระทู้ใหม่จำนวนหัวข้อทั้งหมด: 10
กระทู้ใหม่จำนวนสมาชิกทั้งหมด: 232
กระทู้ใหม่สมาชิกล่าสุด: nnnlm83
 Advertisement
 ข่าว
ยินดีต้อนรับคุณ, %s กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
 Sites
Powered by SMF 2.0 RC2 | SMF © 2006–2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
Google Theme: Evden Eve Nakliyat ve Smftr Birlii le Hazrlanmtr.