สมัครสมาชิก   ลืมรหัสผ่าน?   Activate
       
  • หน้าแรก
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
Site Author : หัวข้อ: เรื่องเล่าเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก  (อ่าน 629 ครั้ง)
มีนาคม 01, 2010, 07:11:12 pm
Administrator
Newbie
*****
User No : 1
กระทู้: 14
  • ดูรายละเอียด
  • อีเมล์
อีเมล์
Do you agree or disagree with this article about 10 diet myth
เห็นพ้องหรือไม่กับ 10 เรื่องเล่าเกี่ยวกับการลดน้ำหนักต่อไปนี้

เรื่องเล่าเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก 10 เรื่อง/ Life Soul (จิตตชีวา) : RealSimple.com

        10 เรื่องเล่าเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก ไขมันต่ำ ! คาร์โบไฮเดรตต่ำ ! รับประทานอาหารได้ตลอดวัน ! ห้ามรับประทานอาหารหลัง 2 ทุ่มไปแล้ว !  โดยสรุป นั่นคือเงื่อนไขทั้งหลายเกี่ยวกับว่าทำอย่างไรจะรักษาน้ำหนักเอาไว้ได้

เรื่องที่ 1: ห้ามรับประทานอาหารหลัง 2 ทุ่มไปแล้ว
     ทฤษฎีกล่าวอ้าง : ร่างกายของท่านจะเผาผลาญอาหารที่ท่านรับประทานไปในช่วงแรกของวัน ขณะที่ปริมาณแคลอรี่ส์ที่รับเข้าไปในช่วงดึกจะยังคงสะสมอยู่ในระบบร่างกายและถูกเปลี่ยนเป็นไขมัน
     ข้อเท็จจริง : ปริมาณของแคลอรี่ส์ไม่ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา “ร่างกายของท่านย่อยและให้พลังงานแคลอรี่ส์ ทั้งในช่วงเวลาเช้า  ช่วงเวลากลางวัน และกลางคืน” ดร. Mary Flynn กล่าวจากงานวิจัยเกี่ยวกับการลดน้ำหนักแห่งโรงพยาบาล Miriam เมือง Providence ปริมาณแคลอรี่ส์จะสะสมอยู่ในร่างกายของท่านนานขึ้นหากว่าท่านรับประทานอาหารแล้วนอนชมรายการโทรทัศน์ต่อ แต่ในวันถัดไปเมื่อท่านทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่างกายของท่านก็จะไปดึงเอาพลังงานแคลอรี่ส์ที่สะสมไว้ไปใช้ นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมจึงไม่ควรรับประทานของขบเคี้ยวในเวลากลางคืน  ไม่ว่าจะรับประทานน้อยเพียงใดก็ตามแต่ครั้นเวลาที่ท่านรู้สึกหิว ท่านก็จะรับประทานแต่ของที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
     ข้อแนะนำที่ดีที่สุด : หากปกติแล้วท่านจะผ่อนคลายก่อนเข้านอนด้วยการรับประทานไอศกรีมสักชามหรือข้าวโพดคั่วคลุกเนย ให้พยามตัดของขบเคี้ยวออกไป ปริมาณแคลอรี่ส์ที่ถูกสะสมไว้ อาจจะเพียงพอสำหรับการลดน้ำหนักได้ไม่กี่ปอนด์ต่อปีของท่านเลยก็ได้  หากท่านรู้สึกหิว  Ellie Krieger, ผู้เชี่ยวชาญด้านการลดน้ำหนักและผู้ประพันธ์หนังสือ เรื่อง “The Food You Crave”  ให้ข้อแนะนำว่า “ให้หาอะไรเบา ๆ รับประทาน เช่น ผลไม้ หรือ ซีเรียลกับนม”  บรรดาผู้นิยมการรับประทานยามดึกทั้งหลายมีแนวโน้มที่จะรับประทานมากเกินไปเนื่องจากว่าบรรดาบุคคลเหล่านั้นจะรับประทานอาหารน้อยในระหว่างวันและทำให้รู้สึกหิวอย่างมากเมื่อกลับถึงบ้าน ความรู้สึกที่หิวโหยนี้จะส่งผลให้ท่านรับประทานทุกอย่างที่คว้าได้ทำให้เกิดการรับประทานในปริมาณที่มากขึ้นกับทั้งรับประทานอาหารที่มีคุณภาพต่ำอีกด้วย  Jo Ann hattner, ผู้เชี่ยวชาญด้านการลดน้ำหนักและที่ปรึกษาด้านโภชนาการในซานฟรานซิสโก กล่าวแนะนำว่า “ไม่ควรปล่อยให้ท้องหิวนานเกินกว่า 5  ชั่วโมง โดยไม่ได้รับประทานอะไรเลย”  นั่นหมายถึงว่าควรรับประทานอาหารให้ครบในแต่ละมื้อและรับประทานของขบเคี้ยวแต่เพียงเล็กน้อย

เรื่องที่ 2  : การรับประทานอาหารแต่น้อย บ่อย จะช่วยให้กระบวนการเมตาบิลิซึม ในร่างกายของเราทำงานอย่างมีประสิทธิภาพขึ้น (เมตาบอลิซึม เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้ดังนี้  คือ 1.กระบวนการสังเคราะห์พลังงานจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป 2.กระบวนการสลาย  คือการสลายโมเลกุลใหญ่ในข้อ 1 ที่เก็บสำรองไว้นั้น ให้ไปเป็นโมเลกุลเล็ก เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานได้ทันที  พลังงานที่ว่านี้ก็คือเรี่ยวแรงที่นำไปใช้ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ  หมายความว่า สลายของที่ได้จากข้อ 1. เพื่อนำมาเป็นพลังงาน)
     ทฤษฎีกล่าวอ้าง : หากท่านรักษาปริมาณการเพิ่มอาหารแต่น้อยในกระบวนการเมตาบอลิซึม ท่านจะรักษาความมีประสิทธิภาพการทำงานและการเผาผลาญปริมาณแคลอรี่ส์ได้มากขึ้น
     ข้อเท็จจริง : อาหารที่รับประทานเข้าไปนั้น มีผลเพียงเล็กน้อยต่อกระบวนการเผาผลาญหรือเมตาบอลิซึม ในอาหารบางชนิด รวมไปถึงสารอาหารจำพวก คาเฟอีน อาจช่วยเพิ่มการทำงานกระบวนการเมตาบอลิซึมได้เพียงเล็กน้อยและชั่วคราวเท่านั้น  แต่ผลดังกล่าวจะช่วยลดน้ำหนักได้น้อยมาก  อะไรที่มีผลต่ออัตราความต้องการเผาผลาญของร่างกาย (BMR) ของท่านมากที่สุด? อัตราที่ว่านี้เป็นการคำนวณหาปริมาณแคลอรี่ที่ร่างกายของท่านต้องการใช้ โดยอ้างอิง จาก อายุ น้ำหนัก ส่วนสูง และวิถีชีวิตประจำวัน ถึงแม้ยามนอนหลับ ร่างกายก็ยังคงต้องการพลังงานตลอดเวลา ยิ่งมวลกล้ามเนื้อและร่างกายที่มีขนาดใหญ่ก็จะยิ่งมีการเผาผลาญแคลอรี่ส์มากเท่านั้น  เมื่ออายุมากขึ้น เราจะควบคุมน้ำหนักได้ยากขึ้น เพราะ BMR เราลดลง การอดอาหารก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ BMR ลดลง วิธีป้องกันคือหมั่นออกกำลังกายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการเผาผลาญ จะทำให้ BMR ไม่ลดลงเร็วเกินไป
     ข้อแนะนำที่ดีที่สุด : เพิ่มมวลกล้ามเนื้อของท่าน เนื้อเยื่อที่ปราศจากไขมันหนึ่งปอนด์จะเผาผลาญแคลอรี่ส์ประมาณ 14 แคลอรี่ส์ต่อวัน ในขณะที่ ไขมันหนึ่งปอนด์จะเผาผลาญแคลอรี่ส์เพียงแค่ 2 ถึง 3 แคลอรี่ส์เท่านั้น  และขณะที่ความแตกต่างที่ว่านี้อาจดูไม่มากนัก แต่มีความสำคัญเมื่อเวลาผ่านไป  จำเอาไว้ว่า เมื่อท่านได้สูญเสียน้ำหนักไปเป็นปอนด์ ส่วนหนึ่งของน้ำหนักที่สูญสียไปนี้คือ กล้ามเนื้อ นี่คือคำเตือนของ Liz  Neporent  นักสรีรศาสตร์วิทยาเกี่ยวกับการออกกำลังกายและประธานบริหารแห่ง Wellness 360 นิวยอร์ก  บริษัทที่ปรึกษาศูนย์ความร่วมมือของเวลเนส  วิธีการออกกำลังกายเพื่อรักษากล้ามเนื้อ 7 ประเภท และหากท่านหน่ายกับการยกน้ำหนัก ท่านก็สามารถเล่นพีลาห์ตีส (รูปแบบการออกกำลังกายที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของโครงสร้างภายในร่างกาย รวมทั้งท่วงท่า และเพื่อสร้างความฟิตด้วย  โดย Pilates เป็นการบริหารร่างกายโดยการผสมผสานรูปแบบการออกกำลังที่หลากหลายเพื่อช่วยให้ผู้เล่นปราศจากอาการบาดเจ็บ)  การออกกำลังกายแบบผสมผสานการเต้น หรือเข้าคลาสเล่นโยคะสัก 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ก็ได้

เรื่องที่ 3 : พาสต้าทำให้ท่านอ้วนได้
     ทฤษฎีกล่าวอ้าง : เมื่อท่านรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต ร่างกายของท่านก็จะแปรสภาพคาร์โบไฮเดรตไปเป็นน้ำตาล จากนั้นจะเก็บสะสมในรูปของไขมัน
     ข้อเท็จจริง : คาร์โบไฮเดรตนั้นโดยตัวของมันเองแล้วไม่ได้ทำให้ท่านอ้วน แคลอรี่ส์ต่างหากที่เป็นต้นเหตุสำคัญ ไม่ว่าท่านจะรับประทานมันในรูปของคาร์โบไฮเดรต ไขมัน หรือโปรตีนก็ตาม  นอกจากคาร์โบไฮเดรตยังรวมไปถึง ผักและผลไม้  กับบรรดาธัญพืชที่ผ่านการขัดสีน้อยซึ่งเป็นส่วนที่ความสำคัญต่อการควบคุมน้ำหนักอย่างใส่ใจสุขภาพ  สรุปแล้วปัญหามิใช่ที่พาสต้า แต่ขึ้นอยู่กับปริมาณที่รับประทาน “ชาวอเมริกันมีแนวโน้มที่จะรับประทานคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีนมากไป แต่พบว่าพวกเขารับประทานคาร์โบไฮเดรตมากที่สุดในบรรดาที่กล่าวมา”  ดร.Babara Moore, นักโภชนาการใน Clyde Park รัฐมอนทานาและโฆษกประจำองค์กร American Society for Nutrition  กล่าว “ท่านไปรับประทานอาหารที่ภัตตาคารและรับประทานพาสต้า 3 ถ้วยกับซอสจำนวนมาก” นั่นหมายถึงพาสต้าเหล่านั้นสามารถเพิ่มพลังงานแคลอรี่ส์ให้ท่านได้ถึง 600 แคลอรี่ส์
     ข้อแนะนำที่ดีที่สุด : ควรรับประทานพาสต้าที่พอประมาณ นักโภชนาการแนะนำให้รับประทานเส้นพาสต้าที่ไม่ได้ปรุง 2 หรือ 3 ออนซ์ต่อบุคคล หรือครึ่งปอนด์ต่อครอบครัวที่มีสี่คน จำนวนนี้อาจจะดูว่าเป็นปริมาณที่ไม่เพียงพอ  แต่ลองคิดดูว่า “พาสต้ามีส่วนผสมเครื่องปรุงด้วย”  Mark Bittman, ผู้ประพันธ์หนังสือชื่อ “How to Cook Everything Vegetian” กล่าว และกล่าวอีกว่า “เริ่มด้วยการเอาผักไปย่างหรือผัดเร็ว ๆ อาจเป็นซอสมะเขือเทศ จากนั้นใส่พาสต้าเล็กน้อย” หากท่านต้องการโปรตีนให้เพิ่มถั่ว เนื้อไก่หรือสัตว์น้ำจำพวก หอย กุ้ง ปู (สำหรับพาสต้ารสอร่อยให้ดูเพิ่มเติมที่ Healthy Pasta Recipes หรือสูตรพาสต้าเพื่อสุขภาพ) หรืออาจเพิ่มขนมปังหรือข้าว หรือซีเรียลก็ได้ เช่น พวกธัญพืชที่ผ่านการขัดสีน้อยซึ่งจะอุดมไปด้วยไวตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ช่วยให้ร่างกายของท่านได้รับกากใยด้วยซึ่งมีส่วนช่วยให้ท่านรู้สึกอิ่ม (และอิ่มนานขึ้นด้วย)

เรื่องที่ 4 : กาแฟช่วยลดน้ำหนักได้
     ทฤษฎีกล่าวอ้าง : สารคาเฟอีนในกาแฟจะช่วยยับยั้งความรู้สึกอยากอาหารและช่วยเร่งกระบวนการเมตาบอลิซึมในร่างกาย
     ข้อเท็จจริง : กาแฟอาจจะช่วยระงับความหิวได้ชั่วคราว การดื่มกาแฟหนึ่งถ้วยต่อวันยังไม่สามารถช่วยให้ได้รับผลดังกล่าวพอที่จะช่วยลดน้ำหนักได้ นอกจากนี้ การนำปริมาณกาแฟเข้าสู่ระบบในร่างกายของท่านมากเกินไป จำนวน 4 ถึง 7 ถ้วยต่อวัน อาจนำไปสู่อาการกระวนกระวาย นอนไม่หลับ และเพิ่มระดับการเต้นของหัวใจและแรงดันโลหิตอีกด้วย
     ข้อแนะนำที่ดีที่สุด : ให้ดื่มกาแฟเพียงถ้วยสองถ้วยต่อวันเป็นประจำทุกวัน หากท่านโปรดปรานเช่นนั้น แต่ถ้าท่านได้เติมอะไรลงไปในกาแฟ เช่น ครีม น้ำตาล หรือผงมะพร้าว นั่นหมายถึงท่านกำลังได้รับปริมาณแคลอรี่ส์จากสิ่งเหล่านั้นด้วย ยกตัวอย่างเช่น การแฟสตาร์บัค รสมอคคา ขนาด 16 ออนซ์ จะให้ปริมาณแคลอรี่ส์มากถึง 330 แคลอรี่ส์ (60 แคลอรี่ส์จากแท่งชอคโกแลต) ปริมาณแคลอรี่ส์เหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้ท่านรู้สึกอิ่มได้เท่ากับปริมาณแคลอรี่ส์ที่ท่านรับประทานเข้าไปในรูปของแข็ง
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับกาแฟ : การนอนหลับไม่เต็มอิ่มนั้นได้มีหลักฐานที่เปิดเผยถึงความสัมพันธ์กับการควบคุมน้ำหนัก โดย ดร. Liz  Applegate, ผู้อำนวยการของศูนย์โภชนาการการกีฬาแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอเนีย ดาวีส  กล่าวว่า “ทุกครั้งที่ผู้คนรู้สึกเหนื่อย พวกเขามักจะนึกถึงการได้ดื่มกาแฟลาเต้ พวกเขาก็จะติดสารคาเฟอีนในปริมาณที่สูง และใช้เวลาร่วม 4 ถึง 6 ชั่วโมงในการกำจัดสารเหล่านี้ออกไปจากระบบร่างกาย  นอนหลับได้ไม่ดีและทำให้รู้สึกเหนื่อยในวันถัดมา” และอาจหิวมากขึ้นด้วย  อย่างน้อยที่สุดผลงานศึกษาสองผลลงานได้ชี้ว่าคนนอนหลับไม่เต็มอิ่ม ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ชื่อ Ghrelin ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกหิว ออกมามาก และหลั่งฮอร์โมน Leptin น้องลงซึ่งฮอร์โมน Leptin นี้ Leptin เป็นฮอร์โมนที่ถูกสร้างจากเซลล์ที่เก็บสะสมไขมันในร่างกาย โดย Leptin จะไปยับยั้ง NPY ในสมองส่วนไฮโปธาลามัสทำให้เกิดความรู้สึกอิ่มขึ้น

เรื่องที่ 5 : นมสามารถช่วยให้ท่านลดน้ำหนักได้
     ทฤษฎีกล่าวอ้าง : แคลเซียมช่วยให้ร่างกายสลายไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งช่วยกระตุ้นให้น้ำหนักลดลง
     ข้อเท็จจริง : ผลิตภัณฑ์จากนมไม่ปรากฏคุณลักษณะที่น่าประหลาดใจมากมายตามที่เข้าใจ มีงานวิจัยอยู่ 2 – 3 ผลงาน ที่สรุปว่า คนที่กำลังควบคุมน้ำหนักที่บริโภคผลิตภัณฑ์จากนมจะลดน้ำหนักได้มากกว่าคนที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนักหากแต่ไม่ได้บริโภคผลิตภัณฑ์จากนม  และมีบางผลงานวิจัยที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคนมในปริมาณสูงและการรับแคลอรีเพิ่มขึ้นอีกด้วย
     ข้อแนะนำที่ดีที่สุด : ให้บริโภคผลิตภัณฑ์นมต่อไป แต่ให้เลือกชนิดไขมันต่ำ ซึ่งจะให้ทั้งแคลอรีและไขมันอิ่มตัวที่ให้โทษแก่ร่างกายในปริมาณที่ต่ำด้วย
โดยทั่วไปแล้วผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมอุดมไปด้วยแคลเซียมแต่ปริมาณแคลเซียมเท่าใดกันที่ท่านต้องการแต่ละวัน  รัฐบาลได้กำหนดเอาไว้ว่าผู้ใหญ่ที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี ต้องการแคลเซียมอย่างน้อย 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน (ประมาณ 3 แก้ว) และผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ควรได้รับแคลเซียม 1,200 มิลลิกรัม อย่างไรก็ตาม Harvard School of Public Health อ้างว่าไม่มีผู้ใดรู้ปริมาณที่แน่นอนและปลอดภัยของแคลเซียมที่ผู้ใหญ่ควรรับ หากท่านไม่ชอบบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ท่านสามารถอาจรับสารแคลเซียมจากนมถั่วเหลือง น้ำส้ม ผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า ผักคอลลาร์ด (ผักในตระกูลครูซิเฟอร์ส แบบเดียวกับผักคะน้า) และอาหารจำพวกปลา เช่น แซลมอนกระป๋องก็ได้

เรื่องที่ 6 : การควบคุมอาหารคือวิธีที่ดีที่สุดในการลดน้ำหนัก
     ทฤษฎีกล่าวอ้าง : กำหนดแผนที่เป็นการชั่วคราวจะเป็นวิธีการลดน้ำหนักที่ชาญฉลาดที่สุด
     ข้อเท็จจริง : ในช่วงระยะเวลาอันสั้นนั้น ท่านมีวิธีการลดน้ำหนักหลากหลายวิธี นั่นหมายถึงว่าท่านรับประทานอาหารที่มีแคลอรีน้อยลง แต่มันไม่ใช่วิธีการลดน้ำหนักในระยะยาว “การควบคุมอาหารไม่ได้ผลหากท่านหยุดทำ” Christopher  Gardner ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านโภชนาการศาสตร์แห่ง Stanford University School of Medicine กล่าวอีกว่า “ถ้าท่านมีวิธีรับประทานที่ใหม่ ๆ ข้าพเจ้าก็จะกระทำตามนั้นตลอดไป ถ้ามันช่วยในการลดน้ำหนักได้” และควรกระทำอย่างต่อเนื่อง
     ข้อแนะนำที่ดีที่สุด : ไม่ควรลดน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหาร โดยเฉพาะในช่วงปีใหม่ และก่อนเข้าสู่ฤดูการอาบแดด (เพราะต้องหาซื้อชุดอาบแดด) ในทางตรงกันข้ามควรเปลี่ยนรูปแบบการรับประทานจะดีกว่า ควรวางแผนการรับประทานที่เหมาะสมกับตนเอง ซึ่งจะทำให่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวได้ในระยะเวลานาน และให้แน่ใจว่าท่านรับประทานอาหารที่มีปริมาณแคลอรีที่จะทำให้น้ำหนักลดลง จากนั้นเมื่อน้ำหนักของท่านลดลงได้ระดับหนึ่ง ไม่ควรกลับไปรับประทานอย่างเช่นที่เคยกระทำมา “ให้รักษาน้ำหนักในระดับที่เบากว่าน้ำหนักเดิมเอาไว้”
นอกจากนี้ การควบคุมอาหารเพียงอย่างเดียวจะไม่ได้ผลดีเท่ากับการควบคุมอาหารที่ควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย กล่าวคือ ควรจะออกกำลังกายบ้างเล็กน้อยหรือมากขึ้นด้วย นับแต่ปี 1994 ของสถาบันการควบคุมน้ำหนักแห่งชาติได้ติดตามและวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมของผู้ที่ประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนัก โดยพบว่า บุคคลเหล่านั้น ลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายพร้อมกันไป ด้วยการเดินเร็ว หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ พอสมควร เฉลี่ยแล้ว 1 ชั่วโมงต่อวัน “หนึ่งในข้อสังเกตที่สำคัญที่สุดของการรักษาระดับน้ำหนัก นั่นคือ การให้ร่างกายได้มีการกระทำกิจกรรมต่าง ๆ นั่นเอง Dr. Rena Wing ผู้ร่วมก่อตั้งและศาสตราจารย์ด้านจิตเวชศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ แห่ง The Warren Alpert Medical School  ณ มหาวิทยาลัย Brown กล่าว

เรื่องที่ 7 : การรับประทานโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตในมื้อที่ต่างกันจะช่วยให้ท่านลดน้ำหนักได้
    ทฤษฎีกล่าวอ้าง : ทั้งโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตต่างต้องการเอนไซม์สำหรับการย่อยที่แตกต่างกัน หากท่านรับประทานอาหารทั้งสองชนิดนี้แยกกัน จะเป็นการพัฒนาระบบการย่อยอาหารและจะช่วยให้ลดน้ำหนักได้ในอนาคต
     ข้อเท็จจริง : ระบบการย่อยอาหารของท่านสามารถย่อยอาหารที่มีความหลากหลายได้ในเวลาเดียวกัน  แต่ไม่ปรากฏการพิสูจน์ว่าการรับประทานโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตแยกกันจะช่วยในเรื่องของการย่อยอาหารหรือช่วยให้น้ำหนักลดลงได้ Christopher  Gardner นักโภชนาการกล่าว ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว จะเป็นการดีที่เรารับประทานโปรตีนกับคาร์โบไฮเดรตที่มีกากใย มากกว่าที่จะแยกกันรับประทาน “การซ่อมแซมส่วนสึกหรอ ของสารโปรตีน  และกากใยจะช่วยให้ท่านรู้สึกอิ่มมากที่สุดและให้พลังงานมากที่สุด Elisa Zied ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและโฆษกแห่งสมาคมการควบคุมน้ำหนักแห่งอเมริกา ได้กล่าวเอาไว้อีกทั้งยังเสริมว่า “แอปเปิลเป็นผลไม้ที่ดีแต่หากรับประทานร่วมกับเนยถั่วจะเป็นการดียิ่งขึ้น ยังมีอาหารที่ดีสำหรับท่านอีกจำนวนหนึ่ง ได้แก่ ผลไม้แห้งเปลือกแข็ง เมล็ดธัญพืช และพืชตระกูลถั่ว ซึ่งจะให้ทั้งโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต” สำหรับคนที่กล่าวว่า เราควรจะรับประทานโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตแยกกันนั้น ข้าพเจ้าก็สงสัยว่า แล้วพระเจ้าจะสร้างถั่วขึ้นมาทำไมเล่า”
     ข้อแนะนำที่ดีที่สุด : ในการรับประทานโปรตีนร่วมกับคาร์โบไฮเดรตนั้น เราควรจะระมัดระวัง การเลือกโปรตีนส่วนที่ดีที่สุดกล่าวคือ เลือกเนื้อไม่ติดมัน เนื้อสัตว์ปีก ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมซึ่งมีไขมันต่ำ และเต้าหู้ เนื่องจากมีไขมันอิ่มตัวน้อย และคาร์โบไฮเดรตที่ดีที่สุดจะพบในธัญพืชที่ผ่านการขัดสีน้อย, ผลไม้และพืชผักต่าง ๆ ซึ่งจะให้ประโยชน์ด้านสุขภาพมากกว่าข้าวขัดสี “อาหารเหล่านี้จะใช้เวลาในการดูดซึมนาน ดังนั้น จึงส่งผ่านไปหล่อเลี้ยงร่างกายอย่างช้า ๆ และเป็นแหล่งสะสมพลังงานที่ดี”  Hope Berkoukis ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านโภชนาการแห่งมหาวิทยาลัย Case Western Reserve University ในเมือง Cleveland กล่าว
บันทึกการเข้า
มีนาคม 01, 2010, 07:12:00 pm
Administrator
Newbie
*****
User No : 1
กระทู้: 14
  • ดูรายละเอียด
  • อีเมล์
อีเมล์

เรื่องที่ 8 : ในการลดน้ำหนัก ท่านจำเป็นต้องตัดแคลอรีออกไปโดยอย่างเด็ดขาดเลย
     ทฤษฎีกล่าวอ้าง : ทานน้อยน้ำหนักก็น้อยไปด้วย
     ข้อเท็จจริง : หากท่านได้รับปริมาณแคลอรี 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน น้ำหนักของท่านก็จะลดลง แต่มันจะเป็นไปอย่างชั่วคราวเท่านั้น จากการพิจารณาถึงผลงานวิจัยระยะยาวเกี่ยวกับการควบคุมน้ำหนัก จำนวน 31 เรื่อง ที่มีการรับปริมาณแคลอรี 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งผลงานวิจัยได้ถูกตีพิมพ์ในเดือนเมษายน ในวารสาร American Psychologist พบว่า ในระยะเวลา 4 – 5 ปี ผู้ที่อยู่ในช่วงควบคุมน้ำหนักที่หลัก ๆ ในการศึกษาวิจัยเหล่านี้ พบว่าน้ำหนักกลับมาเหมือนเดิม ในทางจิตวิทยาเป็นการยากสำหรับคนเราที่จะควบคุมน้ำหนักให้อยู่แต่ในระดับเดิม ๆ และเป็นระยะเวลานาน ๆ ได้ เนื่องจากว่าพวกเขาจะรู้สึกขาดและหิว Traci Mann ผู้ช่วยศาสตราจารย์ของคณะจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย Minnesota ในเมือง Minneapolis และเป็นผู้นำการวิจัยด้วย กล่าวไว้  อีกทั้งเสริมว่า “เมื่อพวกเรารู้สึกหิว ร่างกายเราก็ต้องการสารอาหารมาหล่อเลี้ยงให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้” ร่างกายเราจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อมีการใช้พลังงานแคลอรีที่เราบริโภคเข้าไป นอกจากนี้บุคคลผู้ซึ่งรับประทานอาหารที่ให้พลังงานแคลอรีต่ำ ระหว่างทำการลดน้ำหนัก (800 แคลอรีต่อวัน) จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีและปัญหาระบบการย่อยอาหาร
     ข้อแนะนำที่ดีที่สุด : อย่าทำให้ตนเองรู้สึกหิว “หากท่านต้องการจะลดน้ำหนักและให้การลดน้ำหนักนั้นเป็นไปอย่างถาวร ท่านจะต้องกำหนดปริมาณแคลอรีเท่าที่ท่านจะสามารถทำได้และให้เป็นไปอย่างถาวร Christopher Gardner นักโภชนาการศาสตร์ได้กล่าวเอาไว้ แต่ปริมาณพลังงานแคลอรีเท่าใดเล่าจึงจะเหมาะสมกับท่าน Thomas Lee ผู้เชี่ยวชาญด้านหทัยวิทยา บรรณาธิการผู้บริหารของ The Harvard Heart Letter กล่าว ได้แนะนำว่าใช้สูตรการคำนวณอย่างง่ายเหล่านี้สิ อันดับแรกจัดตารางกิจกรรมของท่าน คูณน้ำหนักตัวด้วยดรรชนีตัวเลขค่าการใช้พลังงานในภาวะปกติ  ผลที่ได้ก็คือปริมาณแคลอรีที่ท่านเป็นต้องการต่อวัน สำหรับเป็นฐานใช้ในการควบคุมน้ำหนัก ถ้าน้ำหนักของท่านอยู่ที่ 135 ปอนด์และออกกำลังกายเบา ๆ 1 - 3 วันต่อสัปดาห์ ให้คูณ 135 ด้วย 13.5 ก็จะได้จำนวนพลังงานแคลอรีที่เหมาะสมคือ 1,800 แคลอรี ถ้าต้องการจะลดน้ำหนักลงซักปอนด์ ให้พยายามใช้พลังงาน 250 แคลอรีต่อวัน Lee กล่าว  ในปีหนึ่ง ๆ ถ้าท่านไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ท่านจะเบาขึ้น 26 ปอนด์  ยิ่งออกกำลังกายมากน้ำหนักก็จะลดมากตามไปด้วย

น้ำหนักตัวของท่านคือ...
การออกกำลังกายของท่าน: เกือบจะไม่เคย
คูณด้วยน้ำหนักตัวปัจจุบันโดย : 12

การออกกำลังกายของท่าน : แบบเบา ๆ 1-3 วันต่อสัปดาห์
คูณด้วยน้ำหนักตัวปัจจุบันโดย : 12.5

การออกกำลังกายของท่าน : แบบปานกลาง 3-5 วันต่อสัปดาห์
คูณด้วยน้ำหนักตัวปัจจุบันโดย : 15.5

การออกกำลังกายของท่าน : แบบเต็มที่ (หนัก) 6-7 วันต่อสัปดาห์
คูณด้วยน้ำหนักตัวปัจจุบันโดย : 17

การออกกำลังกายของท่าน : แบบเต็มที่ (หนัก) เป็นประจำทุกวันและมีงานที่ต้องใช้แรงกาย
คูณด้วยน้ำหนักตัวปัจจุบันโดย : 19

เรื่องที่ 9 : อาหารสำหรับการลดน้ำหนักช่วยให้น้ำหนักตัวของท่านลดลงได้
     ทฤษฎีกล่าวอ้าง : ไขมันต่ำ, คาร์โบไฮเดรตต่ำ และสารให้ความหวานที่มีอยู่ในอาหาร ทำให้น้ำหนักลดลงได้ง่ายขึ้น
     ข้อเท็จจริง : อาหารที่มีไขมันต่ำและคาร์โบไฮเดรตต่ำ ไม่ได้หมายความว่าอาหารนั้นจะมีปริมาณแคลอรีที่ต่ำไปด้วย และถ้าท่านพยายามที่จะลดน้ำหนักด้วยแล้ว การงดบรรดาอาหารที่กล่าวมาข้างต้นอาจจะบั่นทอนความตั้งใจของท่านลงไปได้ ในงานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ กลุ่มผู้เข้าร่วมการทดลองได้รับประทานอาหารที่มีการบ่งชี้เอาไว้ที่ซองว่า “ไขมันต่ำ” คิดเป็นร้อยละ 50  “ผู้บริโภคคาดหวังว่า M&M จะให้พลังงานแคลอรี่ส์ ต่ำกว่า ร้อยละ 20”   Dr. Brian Wansink และ Dr. Pierre Chandon ผู้ทำการวิจัยในครั้งนี้ได้สรุปลงใน the Journal of Marketing Research เดือนพฤศจิกายน ปี 2006 “บทสรุปที่สำคัญ คือ ผู้บริโภคคาดหวังว่าการที่มีการระบุปริมาณของพลังงานเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคใช้ตัดสินใจเลือกบริโภค” ผู้เชี่ยวชาญบางกลุ่มต่างเชื่อว่าการบริโภคสารให้ความหวานจะส่งผลตรงกันข้ามกับที่คาดหวังเอาไว้  มีงานวิจัยระยะยาว อยู่ 2 ผลงานที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมการดื่มของบุคคลกว่าพันคน ได้พบว่า มีความสัมพันธ์ของการดื่มไดเอตโซดากับการมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นด้วย
     ข้อแนะนำที่ดีที่สุด : เมื่อท่านรับประทานของขบเคี้ยวที่ได้ระบุเอาไว้ว่าไขมันน้อยหรือไขมันต่ำนั้น ให้ไปตรวจสอบที่ตารางโภชนาการก่อน  โดยตรวจดูว่าปริมาณแคลอรีเท่าไรที่รับประทานได้จากนั้นให้เปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ตัวอื่น ๆ ที่สามารถเปรียบเทียบได้ ที่เขาไม่ได้ระบุเอาไว้ว่าไขมันน้อยหรือไขมันต่ำ หลังจากนั้นให้พิจารณาเลือกรับประทานอันที่มีไขมันน้อยที่สุด  วิธีนี้อาจจะช่วยให้ท่านลดการบริโภคปริมาณแคลอรีได้มากขึ้น  ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีไขมันน้อยกว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้ระบุเอาไว้ว่า Low Fat  เพราะว่า คำว่า ไขมัน มีแนวโน้มที่จะทำให้บุคคลรู้สึกยอมรับและตัดสินใจเลือกบริโภคได้มากกว่าที่ไม่ได้ระบุอะไรไว้เลย ไม่ว่าจะตัดสินใจด้วยสามัญสำนึกหรือไม่ก็ตาม เช่น การงดไดเอตโซดาที่เต็มไปด้วยน้ำตาลจะทำให้ท่านสามารถรับประทานช็อกโกแลตวันวาเลนไทม์แทนได้ทั้งกล่อง

เรื่องที่ 10 : การรับประทานไขมันจะทำให้ท่านอ้วน
     ทฤษฎีกล่าวอ้าง : ไขมัน 1 กรัม จะให้พลังงานแคลอรี 9 แคลอรี ในขณะที่คาร์โบไฮเดรตกับโปรตีนจะให้พลังงานแคลอรี 4 แคลอรีต่อกรัม  ดังนั้น ถ้าจะลดน้ำหนักก็ต้องหลีกเลี่ยงไขมัน
     ข้อเท็จจริง : ไขมันมิใช่ศัตรู แม้ว่าผลิตภัณฑ์ที่มีไขมันมากจะอุดมไปด้วยปริมาณแคลอรี ไขมันที่มีปริมาณปานกลางอาจจะช่วยให้ท่านรู้สึกอิ่มเอมกับรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เช่น บรรดาผัก ที่มีรสชาติอร่อย (จะทำให้ท่านรับประทานได้มากขึ้น เพราะไขมันช่วยให้อาหารมีรสชาดอร่อย) นอกจากนี้ไขมันยังช่วยดูดซึมไวตามินต่าง ๆ และพฤกษเคมีต่าง ๆ ที่มีอยู่ในผักและผลไม้ดังกล่าว อันมีประโยชน์ต่อสุขภาพของเรา
      ข้อแนะนำที่ดีที่สุด : รับประทานไขมันแต่อย่ามากเกินไป และควรพิจารณาว่าไขมันชนิดใดที่สามารถรับประทานได้ ให้เลือกไขมันชนิดไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและไขมันไม่อิ่มตัว พบในน้ำมันเหลว เช่น คาโนลา (ต้นดอกไม้ซึ่งเป็นไม้ตระกูลใหญ่ Crucifers family คาโนลา เป็นพืชน้ำมันชนิดหนึ่ง สามารถเอาน้ำมันมาเป็นอาหารมนุษย์ (มีน้ำมันประมาณ 43%) ส่วนที่เหลือคือกากใยประมาณ 57% นำมาเป็นอาหารสัตว์ เรียกว่า คาโนลามีล คุณค่าทางโภชนาการประกอบด้วย โปรตีน,  ความชื้น  ไขมัน, ลิโนลิอิค, เมทไทโอนีน, กากใย, เมทไทโอนีน+ซีสตีน, แคลเซียม, เฟนนิลอลานีน, ฟอสฟอรัส โปรลีน,  ฟอสฟอรัส, เซอรีน, โชเดียม, ทรีโอนีน, คลอรีน, ทริปโตเฟน, โปรแตสเซียม, ไทโรซีน, ซัลเฟอร์, วาลีน, แมกนีเซียม, แอสปาติกแอซิด, อลานีน,       ซีสตีน, อาจินีน, กลูตาเมท)
ดอกคำฝอยและมะกอก ผลไม้เปลือกแข็งและปลา ซึ่งไขมันเหล่านี้ช่วยลดระดับคอเรสเตอรอลในเส้นเลือดและช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจด้วย  ไขมันอิ่มตัวและไขมันแปรรูปมีข้อจำกัดหรือข้อควรหลีกเลี่ยง สำหรับไขมันอิ่มตัวจะพบในเนื้อวัวและผลิตภัณฑ์นม ส่วนไขมันแปรรูปจะพบในอาหารสำเร็จรูป อาหารประเภทผัดทอดและเนยเทียม อาหารเหล่านี้จะไม่มีปริมาณแคลอรี่มากไปกว่าในไขมันดีทั้งหลาย แต่มีประโยชน์ต่อร่างกายน้อย เช่น ไปเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ สถาบันทางการแพทย์ซึ่งทำหน้าที่ให้คำแนะนำแนะนำรัฐบาลเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ตลอดจนถึงด้านสุขภาพ ได้กำหนดว่า เมื่อจำเป็นต้องรับประทานไขมันอิ่มตัว คอเรสเตอรอล และไขมันแปรรูปต่าง ๆ ให้รับประทานแต่เพียงน้อยเท่าที่จะน้อยได้ ถ้าพวกเราเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนจากการรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำไปสู่อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำและสลับกันอีก ท่านก็ไม่จำเป็นต้องรับประทานสลัดแห้งหรืองดการรับประทานอาหารต่างๆ ที่ท่านรู้สึกโปรดปราน เหล่านี้จะช่วยให้ท่านควบคุมน้ำหนักตัวของท่านได้


ข้อผิดพลาดทั่วไปเกี่ยวกับการสูญเสียไขมันและขนาดของร่างกาย
     จากการศึกษาเชิงลึกที่ข้าพเจ้าได้ศึกษาเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก หลังจากที่ได้หาความรู้จากการแสดงความคิดเห็นในบล็อกและแมกกาซีน เกี่ยวกับการลดลงของไขมันและลดขนาดของร่างกาย  อันดับแรก คือ ควรจะปรับปรุงตัวของท่านเอง โดยการค้นคว้าหาข้อมูลที่จะสามารถช่วยให้ท่านประสบความสำเร็จในการที่จะเผาผลาญไขมัน ลดขนาดของร่างกายและพัฒนาสุขภาพโดยรวม  หากท่านปรารถนาที่จะใช้วิธีการเผาผลาญไขมันและลดขนาดของร่างกายที่รวดเร็ว อันดับต่อไปก็คือ เรียนรู้เกี่ยวกับข้อผิดพลาดทั่วไป 2 ประการ ซึ่งท่านจำเป็นจะต้องหลีกเลี่ยงหากท่านปรารถนาที่จะปรับปรุงรูปร่างของตนเอง

ข้อผิดพลาดประเด็นที่ 1 ไม่ได้ใส่ใจในเรื่องการสร้างมวลกล้ามเนื้อที่ปราศจากไขมัน
     ผู้คนส่วนใหญ่จะมองหาวิธีเผาผลาญไขมันและลดขนาดของร่างกาย ซึ่งวิธีการดังกล่าวจะมีผลเกี่ยวโยงกับการทำงานของหัวใจด้วย  เมื่อท่านยกน้ำหนักกล้ามเนื้อของท่านก็จะมีความต้องการใช้พลังงานแคลอรีมากขึ้น  และขณะที่ท่านกำลังยกน้ำหนักอยู่นั้น เนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อจะเผาผลาญพลังงานแคลอรีได้มากกว่าเนื้อเยื่อที่เป็นไขมันส่วนใหญ่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับการเผาผลาญ (Metabolic) ของเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อบริเวณนั้น  เมื่อท่านสร้างมวลกล้ามเนื้อที่ปราศจากไขมันจะช่วยเพิ่มระดับการเผาผลาญ (Metabolism) ของท่านไปด้วย หัวใจยังคงมีส่วนสำคัญแต่ท่านจำต้องให้ความสนใจไปที่การสร้างมวลกล้ามเนื้อที่ปราศจากไขมันมากกว่า

ข้อผิดพลาดประเด็นที่ 2  ละเลยการรับประทานอาหารเช้า
      การงดรับประทานอาหารเช้าจะทำให้การลดน้ำหนักไม่ได้ผลเลย ในเวลาเช้าเมื่อท่านตื่นนอนขึ้นมา ระบบการเผาผลาญของท่านก็จะไม่ทำงานเนื่องมาจากว่า ท่านไม่ได้รับประทานอะไรมาเป็นเวลานานในช่วงเวลาที่ท่านหลับ หน้าที่ของระบบการเผาผลาญของท่านก็คือปกป้องร่างกายของท่านเมื่อท่านรู้สึกหิว ดังนั้นระบบการเผาผลาญของท่านจะเร่งสะสมไขมันเอาไว้ไม่ให้ร่างกายรู้สึกหิว นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมท่านจึงต้องรับประทานอาหารเช้าและควรจะให้อาหารเช้าของท่านอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่า เช่น โปรตีนและคาร์โบไฮเดรตรวม เพื่อที่ท่านจะได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ในแต่ละวัน ท่านพร้อมที่จะลดขนาดของร่างกายและเผาผลาญไขมัน ณ บัดนี้ไหม ข้าพเจ้าขอแนะนำโปรแกรมการลดน้ำหนักที่มีประสิทธิภาพในการเผาผลาญไขมัน  ลดน้ำหนักอย่างได้ผล และสร้างมวลกล้ามเนื้อที่ปราศจากไขมันได้อย่างรวดเร็วสำหรับท่าน โปรแกรมที่ว่านี้ไม่อ้อมค้อม ไม่แนะนำว่า จะต้อง  “แคลอรีต่ำ”, “ลดคาร์โบไฮเดรต”, “ห้ามรับประทานอะไรตลอดวัน” ใด ๆ ทั้งสิ้น

จงมามีสุขภาพที่ดีเพื่อชีวิตของท่านเองกันเถิด  ขอให้วันนี้เป็นวันที่ปลอดภัยและมีพลานามัยที่ดี


สเกลและการลดน้ำหนัก
     ข้าพเจ้าทราบว่า มีการใช้สเกลวัดไม่ว่าจะเป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์และแบบมือที่ใช้กันในขั้นตอนการลดน้ำหนัก การใช้สเกลในการวัดความก้าวหน้าของการลดน้ำหนักของท่านเป็นสิ่งที่ดีเยี่ยม
อย่างไรก็ตาม การรู้สึกยึดติดกับตัวเลขบนสเกลในการลดน้ำหนัก จะทำให้การลดน้ำหนักเป็นไปอย่างไม่ถูกสุขลักษณะ ควรมุ่งประเด็นที่ว่าท่านแลดูเป็นอย่างไรและรู้สึกอย่างไรมากกว่าที่จะไปคำนึงถึงตัวเลขที่อยู่บนสเกล และให้มุ่งประเด็นไปที่ความมีพลานามัยดีและความกระฉับกระเฉงแทนที่จะมุ่งไปที่ตัวเลขบนสเกลที่มันลดลง หากท่านมองที่กระจกแล้วรู้สึกมีความสุขเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
     ใช้สายเทปวัดตัวท่านแล้วก็เริ่มวัดจากคอ แขน หน้าอก สะดือ เอว สะโพก และอื่น ๆ ทุก ๆ 2 สัปดาห์  โดยให้คำนึงถึงกายภาพของท่านไม่ใช่จำนวนตัวเลข ให้เริ่มถ่ายภาพทุก ๆ เดือนเพื่อเปรียบเทียบถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
     การใช้สเกลวัดน้ำหนักเป็นเพียงแค่วิธีการหนึ่งเท่านั้น หากจะไป หากมัวแต่คำนึงถึงตัวเลขของน้ำหนักอย่างเดียวก็คงขาดกำลังใจในการลดน้ำหนัก  แม้ว่ามาตรวัดนี้จะไม่ได้วัดในสิ่งที่ท่านต้องการจะวัด  มันจะไม่สามารถวัดการพัฒนาทางกายภาพที่ดีขึ้นได้และไม่สามารถวัดปริมาณไขมันที่ลดลงไปได้ ท่านสนใจในกายภาพที่ดีและการลดลงของไขมันใช่หรือไม่  หากใช่แล้วทำไมท่านไม่เห็นด้วยกับคำที่บอกว่าการเชื่อมาตรเมทริกมากไปจะไม่ช่วยวัดผลความคืบหน้าในการลดน้ำหนักได้อย่างที่ท่านปรารถนา

ความปรารถนาต่อการลดน้ำหนัก
     การลดน้ำหนักเป็นเรื่องที่ง่าย ท่านต้องการลดน้ำหนักหรือไม่ต้องการลดน้ำหนัก  ข้าพเจ้าได้ยินแต่ว่าทุกคนต่างต้องการลดน้ำหนักกันทั้งนั้น พวกเขาต่างคิดว่าต้องการลดน้ำหนัก แต่ต่างมิได้ต้องการจริง ๆ หรือทำบางอย่างที่เป็นการลดน้ำหนัก แน่นอนว่าคงทำเพียงเล็กน้อย แต่ความปรารถนานั้นยังไม่แรงกล้าพอ ที่จะผลักดันให้ลงมือลดน้ำหนักอย่างจริงจัง  เพราะการลงมือลดน้ำหนักมาจากความปรารถนาอย่างแรงกล้าในการที่จะให้น้ำหนักตัวที่เกินมาสูญไป

หากท่านปรารถนาที่จะรับประทานคุกกี้ ก็จงไปรับประทานเสีย

ความปรารถนาที่แรงกล้า = การกระทำที่ชัดเจน

     ลองให้แรงปรารถนาควบคุมตัวท่านแทน ดังนั้น เริ่มที่ควบคุมความต้องการในการอยากที่จะกระทำตามแรงปรารถนาของท่าน

     ข้าพเจ้าทราบดีว่าในชีวิตคนเราจะตัดสิ่งใดออกไปหรืออยู่อย่างแห้งแล้งไม่ได้ แต่ถ้าต้องถึงเวลาที่ต้องลดน้ำหนัก มันจำต้องเป็นเช่นนั้น

     คนที่มีรูปร่างอ้วนส่วนใหญ่ ไม่อยากอ้วน แต่ทำไมเวลาที่เขาเหล่านั้นรับประทานอาหารไขมันเขาจึงไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่ากลัวเลย

การรับประทานอาหารที่บ่งชี้ว่าไม่ทำให้อ้วน ไม่ได้หมายความว่าจะช่วยลดน้ำหนักได้

มันขึ้นอยู่กับท่านว่าจะเลือกด้านใด

หากท่านต้องการมากจริง ๆ แล้ว ท่านจะเลือกด้านที่ถูกต้องและท่านจะกระทำเป็นปรกติวิสัยได้

     ในบางครั้ง ต้องใช้เวลาสักระยะ บางความพยายาม และบางความคิด ถึงการปฏิบัติอย่างมุ่งมั่นในชีวิตเราชั่วขณะหนึ่ง เพื่อที่ว่าจะได้เข้าใจว่าอะไรที่ทำให้เรามีความสุขและเหตุใดสิ่งนั้นจึงทำให้เรามีความสุขอย่างชัดเจนขึ้น  หากท่านสามารถค้นพบวิถีทางที่จะเห็นซึ่งความคิดที่กระจ่างนี้ มันจะทำให้ท่านรู้สึกกลัวเล็กน้อย ในแนวความคิดที่ดี ให้ปฎิบัติเพียงพอที่จะสามารถเชื่อมโยงจิตและการปฏิบัติของท่านให้เป็นหนึ่งกลไกแห่งความสำเร็จ และมันจะกลายเป็นสิ่งที่ถาวร

  ตัวอย่างเช่น เมื่อเดือนก่อน ข้าพเจ้ารู้สึกว่าได้ลดความพยายามกับการเล่นฟิสเนสลง ด้วยข้ออ้างต่าง ๆ นานา  ที่ท่านเองก็คงเคยนึกขึ้นได้เช่นกัน มีหลายสิ่งที่จะต้องทำตามที่ได้บันทึกไว้ในตารางเวลาของแต่ละคน หากข้าพเจ้าปฏิบัติตามนั้น มันก็จะกลับสู่ทางเลือกที่ไม่ได้ยุ่งยากอะไร

     ข้าพเจ้าคิดว่าเราต่างไม่เข้าใจในเรื่องของการจัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง ทั้งเรื่องสุขภาพ ความสุขและรูปร่าง พิจารณาว่าอะไรควรอะไรไม่ควรตามลำดับที่เหมาะสำหรับแต่ละบุคคล
     สำหรับข้าพเจ้า มันเป็นเรื่องง่าย ข้าพเจ้าตระหนักถึงเหตุผลอย่างแยบคายหลายประการว่าเหตุใดข้าพเจ้าจึงต้องการสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการ ในการเล่นฟิสเนส สุขภาพ และรูปร่าง  ข้าพเจ้าพินิจถึงอย่างถี่ถ้วนทำให้มองเห็นการเข้าใกล้เป้าหมายมากที่สุด ข้าพเจ้าจินตนาการเห็นตนเองในอนาคต ทำสิ่งต่าง ๆ เว้นแต่รูปร่างที่ดีขึ้น ในเรื่องของรูปร่างนั้นถือเป็นเป้าหมายสำคัญ ข้าพเจ้าคิดวันละหลายครั้งว่าข้าพเจ้าจะรู้สึกอย่างไรเมื่อข้าพเจ้าไปถึงจุดหมายนั้น และจะมีความหมายสำหรับข้าพเจ้ามากมายเพียงใด  และนึกถึงผลต่อตัวข้าพเจ้าเองและสิ่งที่รายรอบข้าพเจ้า ความคิดก็ได้ผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ และคิดจริงจัง

     หากท่านคิดถึงสิ่งใดในใจ ความคิดนั้นก็จะบังเกิดเป็นความจริงได้ และเนื่องจากข้าพเจ้าได้ใช้ความพยายามทุ่มเทลงไป หากเกิดเหตุสุดวิสัยข้าพเจ้าก็จะกลับไปเริ่มใหม่ด้วยอำนาจจูงใจที่เปี่ยมล้นในไม่ช้า โดยปราศจากการร้องไห้ คร่ำครวญ หรือเกิดกังขาในตนเองสักวินาทีเดียว

จงฝันถึงมัน ต้องการมัน และทำให้มันเป็นจริง

     มันเป็นเรื่องที่ง่าย ชีวิตถือว่าสั้นนัก เมื่อเทียบกับลิสต์รายการต่าง ๆ ที่จะต้องทำซึ่งมีอยู่อย่างมากมาย  การมีเป้าหมายที่ไม่ชัดเจนสำหรับตัวข้าพเจ้าแล้วถือว่าเป็นความเสียหายอย่างมากที่เดียว
     ดังนั้น ข้อแนะนำของข้าพเจ้ามีเพียงประโยคเดียว คือ ตัดสินใจว่าอะไรคือสิ่งที่ท่านต้องการและเหตุใดท่านจึงต้องการสิ่งดังกล่าว กับลงมือปฏิบัติอย่างเต็มที่เสีย
บันทึกการเข้า
มีนาคม 01, 2010, 07:15:45 pm
Administrator
Newbie
*****
User No : 1
กระทู้: 14
  • ดูรายละเอียด
  • อีเมล์
อีเมล์
ท่านเคยรู้สึกอย่างนี้บ้างไหม
     ท่านรู้สึกว่าจำต้องลดน้ำหนัก ท่านก็เริ่มรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ตอนแรกท่านอาจแทบจะวิ่งไม่ได้ หลังจากนั้นให้วิ่งทีละไมล์ และตอนนี้ท่านสามารถวิ่งได้ 5 ไมล์ สบายๆ แล้ว  แม้ว่าท่านจะมีความคืบหน้าไปบ้าง  แต่ท่านอาจยังคงมีความรู้สึกและรูปลักษณ์อยู่เช่นเดิม ท่านไม่มีความสุขกับรูปร่างของท่านที่เป็นอยู่ วิธีที่จะช่วยได้คือ ให้ท่านถ่ายภาพของท่านหลาย ๆ ใบและในภาพถ่ายจะไม่เห็นเหมือนกับที่ท่านเห็นในกระจก

ท่านจะไปลดน้ำหนักที่ไหน
     ทุกคนดูจะไม่พึงพอใจในรูปร่างของตนเอง และอยากเปลี่ยนแปลงรูปร่าง ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเกิดสงสัยว่า แล้วส่วนใดของรูปร่างที่ทุกคนปรารถนาจะให้มีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดลงของน้ำหนัก  ข้าพเจ้ามีสหายสนิทชาวอเมริกันผู้ซึ่งสามารถลดน้ำหนักได้เป็นระยะเวลานาน เขาต้องการลดพุงของเขา
แล้วคนอื่น ๆ เล่า จงซื่อสัตย์กับตนเอง !!

ความเพียรพยายามในการลดน้ำหนัก : สิ่งนี้ฟังดูคล้ายกันไหม
     หากน้ำหนักของท่านมี 300 ปอนด์ และท่านต้องการจะมีน้ำหนักเพียง 200 ปอนด์ ท่านต้องลดน้ำหนัก แต่ท่านไม่ต้องลดถึง 100 ปอนด์
     ท่านอาจจะมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะแต่เกือบดี  ปัญหามีเพียงท่านขาดการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะทำอะไร ท่านจะไม่สามารถกระตุ้นตัวท่านให้ลงมือออกกำลังกายได้

     สิ่งนั้นคือ ท่านต้องการจะให้น้ำหนักของท่านลดลงและท่านทราบว่าท่านจะมีความสุขหากน้ำหนักได้ลดลงไป อย่างไรก็ตาม ท่านไม่ได้ทำอะไรให้น้ำหนักลดลงเลย ท่านเพียงแค่รู้สึกว่าต้องการฆ่าเวลาที่ทำให้รู้สึกไม่ดีต่อรูปร่างของท่านก็เท่านั้นเอง

การรับประทานอาหารทีมีรสหวาน
     กุญแจสำคัญในการลดน้ำหนักคือการรับประทานอาหารที่มีโภชนาการที่ดี แม้ว่าการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพจะจำเป็นต่อการลดน้ำหนักและดีต่อสุขภาพโดยทั่วไป ผู้คนจำนวนมากก็ยังขาดรสชาติของความหวานไม่ได้ ในความเห็นของข้าพเจ้านั้นการรับประทานอาหารที่มีรสหวานเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านไม่ควรจะงดของหวานออกไปจากเมนูขณะควบคุมอาหารเพื่อกรลดน้ำหนัก ข้าพเจ้าคิดว่าการรับประทานของหวานนั้นเป็นที่ยอมรับได้ตราบเท่าที่รู้จักพอประมาณในการรับประทาน ปัญหาของการลดน้ำหนักไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ว่าอาหารนั้นไม่ดี แต่อยู่ที่ลักษณะของการควบคุมอาหารนั้นต่างหาก ท่านจำต้องควบคุมตัวท่านเองให้มากกว่าที่ท่านเคยปฏิบัติมาแต่ท่านต้องควบคุมตัวท่านเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยไม่เข้มงวดนัก

การลดน้ำหนักโดยปราศจากการนับจำนวนปริมาณแคลอรีและการจัดบัญชีอาหารรายวัน
        มีคำถามหนึ่งที่ผู้คนมากมายถามในขั้นตอนระหว่างการลดน้ำหนัก คือ เป็นไปได้ไหมที่จะลดน้ำหนักโดยปราศจากการรับทราบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับปริมาณแคลอรีที่เรารับประทานเข้าไป บางคนยังคงรักษาวินัยในการรับประทานตามบัญชีอาหารรายวันและแนวทางปฏิบัติทุกอย่าง อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็เริ่มที่จะรู้สึกไม่พึงใจกับกระบวนการนับปริมาณแคลอรี การรับประทานอาหารตามบัญชีอาหารรายวันเป็นสิ่งที่สำคัญ  เพราะมันช่วยสอนให้ท่านรับรู้ว่ามีสิ่งใดบ้างที่ท่านรับประทานเข้าไป และตระหนักถึงปริมาณด้วย
     อย่างไรก็ตาม ระดับของรายละเอียดในบัญชีอาหารรายวันนั้น จำต้องมีความหลากหลายสำหรับแต่ละบุคคล  บางคนต้องการที่จะจดบันทึกทุกอย่างที่พวกเขารับประทาน  บางคนมิได้จดบันทึกรายการอาหารที่รับประทานเข้าไปทั้งหมดในทันทีนั้น  จะกลายเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าที่จะไม่จดจำบรรดาของขบเคี้ยวที่ท่านเพิ่งได้รับประทานไปหรือที่ท่านเพิ่งรับประทานคาร์โบไฮเดรตไปสองครั้งในมื้อกลางวัน หรืออะไรก็ตาม  เมื่อเวลาผ่านไปท่านจะรู้สึกว่า “ดีละหากข้าพเจ้ารับประทานอะไรไปก็จะจดบันทึกเอาไว้และจะไม่รู้สึกเสียใจเลย”
        บางคนไม่ต้องการที่จะจดบันทึกจำนวนแคลอรีทุกอย่างที่พวกเขารับประทานเข้าไป  พวกเขาจะมุ่งความสนใจไปที่การควบคุมปริมาณอาหารที่บริโภคเข้าไป และพวกเขาสูญเสียน้ำหนักไปกับการออกกำลังกายเป็นกิจวัตรซึ่งเหมาะกับข้าพเจ้า
        ผู้คนสามารถลดน้ำหนักได้โดยปราศจากการรับรู้ถึงปริมาณแคลอรีใด ๆ ในความเป็นจริงแล้วการมุ่งความสนใจไปที่แคลอรีเพียงอย่างเดียวจะทำให้ท่านนึกถึงอาหารอย่างต่อเนื่อง  รักษาความเชื่อมโยงระหว่างช่วงที่ท่านจำต้องรับประทานกับเมื่อท่านต้องการรับประทาน  คนที่มีรูปร่างผอมมิได้จัดทำบัญชีอาหารรายวัน  เนื่องจาก พวกเขาจะให้ความสนใจกับเรื่องความต้องการจากภายใน  กล่าวคือ พวกเขาจะรับประทานเมื่อพวกเขารู้สึกหิว และจะหยุดรับประทานเมื่อพวกเขาไม่ต้องการพลังงานสำหรับร่างกายอีกต่อไป  ให้เริ่มที่การจัดทำบัญชีอาหารรายวันก่อนและหลังจากนั้น  เมื่อท่านสามารถเชื่อมโยงความต้องการในการรับประทานอาหารจากภายในได้แล้วท่านก็อาจจะไม่ต้องการบัญชีอาหารรายวันนี้อีกต่อไป

ท่านจะทำให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องที่น่าสนุกสนานได้อย่างไร
        โดยทั่วไปแล้วหนึ่งในอุปสรรคของการออกกำลังกายคือ ความเบื่อหน่าย  บางคนพยายามหาการออกกำลังกายในแบบที่ต่างออกไป เช่น การเล่นบาสเกตบอล  แล้วท่านเล่า  ท่านทำอย่างไรให้การออกกำลังกายของท่านเป็นเรื่องน่าสนุก  ท่านเอาชนะกับการออกกำลังกายที่น่าเบื่อหน่ายนั้นได้อย่างไร
        หนึ่งในความท้าทายโดยทั่วไปของการลดน้ำหนัก คือ การเริ่มโปรแกรมลดน้ำหนักและจบลงสำหรับบางเหตุผลหรืออื่น ๆ หลายคนทุ่มเทเวลากับความพยายามอย่างจริงจังกับการลดน้ำหนักแต่แล้วก็กลับล้มเลิกความปรารถนาในการที่จะลดน้ำหนัก
        หลายคนลดความพยายามลดน้ำหนักลง  พวกเขาไม่ทราบว่า จะคงแรงกระตุ้นใจได้นานเป็นเดือนหรือหลังจากนั้นได้หรือไม่  เพื่อที่จะรักษาการลดน้ำหนักให้ถาวรเอาไว้  บางครั้งผู้คนก็เริ่มที่จะมีความแน่วแน่กับการลดน้ำหนักในช่วงเริ่มต้นปีใหม่และล้มเลิกในอีก 2 เดือนต่อมา  พร้อมกับมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น  หลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่มต้นลดน้ำหนักอีกครั้ง

เหตุใดท่านจึงประสงค์จะลดน้ำหนั
        ทุกคนมีเหตุผลเฉพาะในการที่จะลดน้ำหนัก บ้างก็เพื่อสุขภาพ เพื่อรูปร่าง เตรียมวิวาห์ และอื่น ๆ อีกมากมาย  แต่ข้าพเจ้าต้องการที่จะทราบจริง ๆ ว่าอะไรคือเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้ท่านตื่นนอนทุก ๆ เช้าและมุ่งมั่นกับการลดน้ำหนัก อะไรคือสิ่งสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ท่าน ใช้มานานเท่าใดแล้ว

     ข้าพเจ้าอยากได้ยินคำตอบจากท่านทั้งหลาย

ความตั้งใจและการลดน้ำหนัก
       สิ่งหนึ่งที่ยากที่สุดในการลดน้ำหนัก คือ การเปลี่ยนแปลงความตั้งใจของท่านเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก  การเปลี่ยนความตั้งใจของท่านจะดูยากลำบาก  เนื่องจากว่าท่านฟังแต่สิ่งที่ผู้คนบอกกล่าวแก่ท่าน ถ้าท่านได้รับการบอกเล่าหรือรับความเชื่อเกี่ยวกับตัวของท่านว่าท่านอ้วน  มันจะเป็นจริงเพราะจิตใต้สำนึกจะทำหน้าที่เหมือนโปรแกรมที่คอยสั่งอยู่เสมอว่า “ท่านอ้วน ๆ”
       ส่วนที่ยากลำบากในการลดน้ำหนัก คือ สิ่งที่คอยตรวจเตือนความนึกคิดภายในตัวตนของท่าน หรือสิ่งที่ท่านใช้บอกแก่ตนเองเมื่อกำลังพยายามลดน้ำหนัก  เพราะหลายคนจะบอกแก่ตนเองเป็นการนำร่องอยู่แล้ว  และผู้คนส่วนใหญ่ก็ละเลยความปรารถนาภายในที่จะบอกแก่ตนเอง การที่จะลดน้ำหนักให้ได้ในระยะยาวอย่างจริงจังนั้น ท่านจำต้องเปลี่ยนความตั้งใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักของท่านเอง นั่นหมายความว่า ต้องเปลี่ยนความคิดจากภายในเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก   ในการบ่งชี้ถึงความนึกคิดภายในที่ท่านจะกล่าวถึงการลดน้ำหนัก ให้จดบันทึกข้อความลงไปในกระดาษเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ หรือจดบันทึกสิ่งที่ท่านพูดกับตนเองในทุก ๆ วัน   เมื่อจดบันทึกสิ่งที่ท่านต้องการจะพูดกับตนเองได้แล้วท่านก็สามารถเริ่มแยกเอาความคิดที่ทำให้ท่านรู้สึกแย่ออกจากความคิดที่ส่งผลให้ท่านรู้สึกดี  เพราะความคิดเชิงลบเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้ท่านมุ่งไปสู่เป้าหมายและล้มเลิกความตั้งใจในการลดน้ำหนักได้ในขณะเดียวกัน     ในกระบวนการนี้ท่านสามารถเริ่มสร้างความสัมพันธ์ทั้งความคิดที่ทำให้ท่านรู้สึกแย่และดี  ที่จะช่วยในการลดน้ำหนักของท่านได้ ยกตัวอย่างเช่น   ความสัมพันธ์ของความรู้สึกที่แย่  ซึ่งจะผลักดันให้ท่านไปสู่เป้าหมายนั้น  ตัวอย่างเช่น ความรู้สึกที่ว่า “หากข้าพเจ้าไม่ลดน้ำหนักข้าพเจ้าก็จะไม่ได้สัมผัสกับความรู้สึกอันน่าพึงใจกับการได้สวมใส่ชุดที่แลดูเซ็กซี่เย้ายวนใจ ที่ข้าพเจ้าได้แขวนเอาไว้ในตู้ไปตลอด”   ความสัมพันธ์ของความรู้สึกที่แย่  ซึ่งผลักดันให้ท่านล้มเลิกความตั้งใจในการลดน้ำหนัก  ตัวอย่างเช่น ความรู้สึกที่ว่า “ข้าพเจ้าได้พยายามเป็นล้านครั้งกับการลดน้ำหนักและผลสุดท้ายกลับพบว่าข้าพเจ้ายิ่งอ้วนขึ้นกว่าเดิมเสียอีก...ไม่ได้ผลเลย”
   สำหรับความคิดที่ส่งผลให้รู้สึกพึงพอใจนั้น  คำว่าพึงพอใจนั้นฟังดูยอดเยี่ยมแต่ความสัมพันธ์ของความรู้สึกพึงใจ  สามารถผลักดันและบั่นทอนในการไปสู่เป้าหมายของการออกกำลังกายของท่านได้เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ของความรู้สึกที่แย่ด้วย  ยกตัวอย่างเช่น จะเป็นอย่างไรหากท่านเชื่อมโยงเอาความพึงพอใจสูงสุดให้กับวันสุดสัปดาห์ที่แสนจะเกียจคร้าน การได้รับประทานช็อกโกแลต คุกกี้สักกล่อง และอื่น ๆ อีกมากมาย  ความคิดของการเป็นอยู่อย่างมีพลานามัยที่ดีนั้น เป็นความขัดแย้งกันโดยตรงและเป็นการที่ท่านได้กำหนดให้ตัวของท่านเองเดินทางไปสู่ความล้มเหลวโดยอัตโนมัติ  ข้าพเจ้ารับรองว่าความพึงพอใจที่ไม่อาจควบคุมสัมพันธ์กับความคิดของการเป็นอยู่อย่างมีพลานามัยที่ดีนั้นเป็นผลร้ายที่ท่านต้องกระทำไปด้วยความรัก แบบผิด ๆ ของท่านเอง


แบบสอบถามเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก
   Q : ปัจจุบันท่านมีส่วนสูง อายุ และน้ำหนักเท่าไร
   Q : น้ำหนักที่เหมาะสมของท่านควรจะมีค่าเท่าไร
   Q : ค่าน้ำหนักที่ท่านปรารถนาจะให้เป็นในอีก 4 เดือนข้างหน้าเป็นเท่าไร
   Q : เหตุใดท่านต้องการจะลดน้ำหนัก
   Q : ท่านต้องการลดน้ำหนักเพื่อโอกาสพิเศษในชีวิต เช่น พิธีวิวาห์ หรือ งานเลี้ยงร่วมรุ่นใช่ไหม  หากใช่แล้วเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไร
   Q : อะไรคืออุปสรรคระหว่างตัวท่านและเป้าหมายของการลดน้ำหนักของท่าน
   Q : เหตุใดท่านจึงคิดว่าขณะนี้ท่านกำลังประสบปัญหาเรื่องน้ำหนักตัว
   Q : การเปลี่ยนแปลงรูปแบบชีวิตรูปแบบใดที่ท่านคิดว่าจะช่วยให้ท่านลดน้ำหนักได้สำเร็จ
   Q : ในอดีตท่านเคยลดน้ำหนักไหม หากเคยวิธีใดช่วยให้ท่านลดน้ำหนักได้ผล
   Q : เหตุใดท่านจึงคิดว่าท่านไม่สามารถลดน้ำหนักได้ หรือน้ำหนักของท่านจะกลับมาเพิ่มอีก
   Q : หากในอดีตวิธีการเหล่านั้นไม่ได้ผลในการช่วยให้ท่านลดน้ำหนักแล้ว ท่านคิดว่าเหตุใดจึงไม่ได้ผล
   Q : ท่านเคยลองบันทึกบรรดาอาหารและเครื่องดื่มที่ท่านได้บริโภคไปในระยะหนึ่งหรือไม่
   Q : ปกติแล้วท่านทำอาหารรับประทานเองที่บ้านหรือไม่ หากใช่ท่านทำอะไร
   Q : ท่านออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านบ่อยเพียงใด แล้วท่านไปที่ใด
   Q : อาหารโปรดของท่าน 3 ชนิดคืออะไรบ้าง
   Q : ภัตตาคารโปรด 3 แห่งของท่าน คือที่ใดบ้าง
   Q : ในเรื่องของอาหารท่านทำอะไรให้มันต่างไปจากเดิม 3 อย่างได้ไหม
   Q : จะเป็นเช่นไรหากท่านตื่นขึ้นในวันรุ่งขึ้น และรูปร่างของท่านเป็นไปอย่างที่ใจท่านปรารถนา
   Q : ท่านรับประทานเมื่อท่านไม่ได้รู้สึกหิวใช่ไหม
   Q : ท่านรับประทานอาหารในปริมาณมาก ๆ ต่อมื้อใช่ไหม
   Q : ท่านเคยแอบซ่อนในเวลารับประทานใช่ไหม
   Q : ท่านรับประทานเมื่อท่านอยู่ในภาวะเศร้า หงุดหงิด หรือหดหู่ใช่ไหม
   Q : ท่านให้รางวัลแก่ตัวท่านเองด้วยการรับประทานใช่ไหม
   Q : ท่านรับประทานอาหารขณะชมโทรทัศน์หรือใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ใช้ไหม
   Q : ท่านรับประทานอะไรเป็นปรกติในแต่ละมื้อ
   Q : ท่านรับประทานของว่างประเภทใด
   Q : ปัจจุบันท่านออกกำลังกายด้วยวิธีใด
   Q : ท่านไปออกกำลังกายที่ใด โรงยิมสาธารณะ ที่โรงเรียน ที่ทำงาน หรือที่บ้าน
   Q : วิธีการออกกำลังกาย 3 ประเภทที่ท่านโปรดปรานคืออะไร
   Q : อะไรคือแรงกระตุ้นในแต่ละวัน / สัปดาห์ / เดือน / ปี ของท่านในการนำพาท่านไปสู่เป้าหมาย


น้ำและการลดน้ำหนัก
     น้ำช่วยยับยั้งความกระหายโดยธรรมชาติ และช่วยในกระบวนการเผาผลาญการสะสมไขมันในร่างกาย มีผลงานวิจัยหลายผลงานที่แสดงถึงการลดลงของไขมันที่สะสมจากการดื่มน้ำ นั่นเป็นเพราะไตจะทำงานได้ไม่ดีหากขาดน้ำที่เพียงพอ เมื่อไตทำงานลดประสิทธิภาพลงของที่สะสมอยู่ในไตก็จะถูกส่งไปที่ตับซึ่งหน้าที่พื้นฐานของตับอย่างหนึ่ง คือ การเผาผลาญไขมันที่สะสมไว้เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานของร่างกายต่อไป  หากตับจำต้องทำหน้าที่บางอย่างแทนไต ตับจะไม่สามารถควบคุมการทำงานได้อย่างเต็มที่  ในที่สุดแล้วมันจะเผาผลาญไขมันได้น้อย และเกิดการสะสมไขมันในร่างกายเพิ่มขึ้น และการลดน้ำหนักก็จะไม่ได้ผล
      การดื่มน้ำให้เพียงพอจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในกระบวนการการเก็บรักษาของเหลวในร่างกาย  เมื่อร่างกายได้รับน้ำในปริมาณที่น้อย  ร่างกายก็จะเกิดการเรียนรู้ในการที่จะรักษาชีวิตให้อยู่รอดจากภาวะวิกฤติและเริ่มเก็บสะสมทุกอย่างที่ถูกปล่อยทิ้ง  น้ำจะถูกเก็บไว้ในบริเวณด้านนอกของเซลล์  เกิดอาการบวมน้ำอาการที่แสดงบ่งชี้ถึงภาวะนี้ เช่น เท้า ขา และมือบวม การใช้ยา Diuretics (ไดยูรีทิคส์) หรือยาขับปัสสาวะ (ยาขับปัสสาวะมีผลลดปริมาตร ของเหลวนอกเซลล์ (extracellular fluid-ECF) ยาขับปัสสาวะธรรมดาทั่วไปได้แก่ คาแฟอีน น้ำเครนเบอรรี่ และ แอลกอฮอล์ในทางการแพทย์ ยาขับปัสสาวะใช้รักษาโรคหัวใจล้มเหลว (heart failure)  โรคตับแข็ง (liver cirrhosis) ความดันโลหิตสูง (hypertension) และโรคไต (kidney disease)) จะระงับอาการชั่วคราวได้ดีที่สุด มันจะยับยั้งการสะสมของน้ำที่ไปกับสารอาหารที่จำเป็นบางชนิด แล้วร่างกายก็จะรับรู้ถึงการรักษาชีวิตให้รอดจากภาวะวิกฤติและจะทดแทนน้ำที่สูญเสียไปในครั้งแรก ดังนั้น อาการดังกล่าวก็จะกลับคืนอย่างรวดเร็ว วิธีที่จะแก้ปัญหาการสะสมของน้ำนี้ได้ดีที่สุด คือ ให้ในสิ่งที่ร่างกายต้องการ นั่นคือ การมีน้ำที่เพียงพอต่อความต้องการนั่นเอง แล้วน้ำที่เก็บสะสมถูกปล่อยออก  หากท่านมีปัญหาอย่างต่อเนื่องกับการสะสมน้ำ การได้รับปริมาณของเกลือมากเกินอาจเป็นสาเหตุได้ด้วย  ร่างกายของท่านจะทนต่อโซเดียมในความเข้มข้น  ณ ระดับหนึ่งเท่านั้น  เกลือที่ท่านรับประทานเข้าไปยิ่งมากเท่าใดระบบการเก็บรักษาน้ำในร่างกายของท่านก็จะเจือจางเกลือมากเท่านั้น  แต่การกำจัดเกลือที่ไม่เป็นเรื่องง่าย เพียงดื่มน้ำให้มาก ๆ มันจะถูกขับผ่านทางไต ซึ่งไตจะขับเอาโซเดียมส่วนเกินออกไปจากร่างกาย  คนที่มีน้ำหนักตัวเกินกว่ามาตรฐานต้องการรับน้ำมากกว่าคนที่มีรูปร่างผอม  คนที่มีรูปร่างยิ่งใหญ่ก็ยิ่งจะมีความต้องการในพลังงานที่ช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างสมบูรณ์  นับแต่ที่พวกเราทราบว่าน้ำเป็นหัวใจสำคัญของการเผาผลาญไขมัน  แนวคิดนี้ก็ทำให้คนที่มีน้ำหนักตัวเกินกว่ามาตรฐานต้องดื่มน้ำมาก ๆ
     น้ำช่วยรักษาคุณภาพของกล้ามเนื้อให้เหมาะสมโดยการให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นตามธรรมชาติ โดยการป้องกันภาวการณ์การขาดน้ำ อีกทั้งยังช่วยป้องกันผิวหนังมิให้เหี่ยวย่น ซึ่งเกิดจากการลดลงของน้ำหนัก  โดยเซลล์ที่หดลงจะได้รับการอุ้มไว้ด้วยน้ำ ซึ่งทำให้ผิวหนังเต่งตึง แลดูหมดจดมีสุขภาพดี และมีความยืดหยุ่น  อีกทั้ง น้ำช่วยกำจัดของเสียในร่างกาย ในขณะที่น้ำหนักในตัวลดลง ร่างกายก็จะมีของเสียจำนวนมากต้องการกำจัดออกไป กล่าวคือ ไขมันที่ถูกเผาผลาญจะถูกขับออกไปและน้ำจะช่วยขับระบายของเสียออกไปอย่างเหมาะสมอีกครั้ง
     น้ำสามารถช่วยบรรเทาอาการท้องผูกได้ เมื่อร่างกายได้รับน้ำในปริมาณน้อย ร่างกายจะมีการดูดน้ำออกจากสิ่งที่ต้องการ จากอวัยวะภายใน  ลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในอวัยวะที่สำคัญ ผลคือ เมื่อน้ำถูกดูดออกไป อุจจาระในลำไส้ใหญ่จะแห้งและแข็งทำให้เกิดอาการท้องผูก แต่เมื่อเราดื่มน้ำอย่างเพียงพอกับความต้องการของร่างกายแล้ว ระบบขับถ่ายก็จะกลับมาทำงานตามปรกติ เมื่อพวกเราพบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับน้ำและการลดน้ำหนักที่สำคัญนี้แล้วสุปว่า
     - ร่างกายจะทำงานอย่างเหมาะสมไม่ได้ หากขาดน้ำที่เพียงพอและไม่สามารถเผาผลาญไขมันที่สะสมไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
     - น้ำที่ถูกเก็บรักษาไว้ จะพาให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมา การกำจัดน้ำส่วนเกินนั้น ทำได้โดยการดื่มน้ำให้มาก ๆ การดื่มน้ำเป็นสิ่งจำเป็นในการลดน้ำหนัก แล้วปริมาณน้ำเท่าใดเล่าจึงจะเรียกว่า พอเพียง
     โดยเฉลี่ยแล้ว บุคคลควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว 8 ออนซ์ ประมาณ 2 ควอร์ซ  อย่างไรก็ตาม บุคคลผู้มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานต้องเพิ่มน้ำอีก 1 แก้ว สำหรับทุก ๆ 25 ปอนด์ของน้ำหนักตัวที่เพิ่มมา  ปริมาณน้ำที่ท่านดื่มไปนั้น ควรจะดื่มเพิ่มขึ้นอีก หากมีการออกกำลังกายอย่างหนัก หรือหากอากาศมีอุณหภูมิสูงหรือแห้ง  น้ำที่ดื่มควรจะเป็นน้ำเย็น กล่าวคือ น้ำเย็นจะถูกดูดซึมเข้าสู่ระบบของร่างกายได้เร็วกว่าน้ำอุ่น


สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อพยายามลดน้ำหนัก
     การควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักมักจะไม่ง่าย ในความเป็นจริงแล้ว การควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักเป็นเรื่องยากที่น่าท้าทายสำหรับหลายคน มีข้อแนะนำเล็กน้อยเกี่ยวกับสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง  ซึ่งอาจทำให้ท่านสูญเสียการควบคุมการลดน้ำหนักและกลับมารับประทานตามปรกติวิสัยเดิมได้ จงหลีกเลี่ยงสิ่งต่อไปนี้เยี่ยงโรคระบาด  หากท่านปรารถนาจะลดน้ำหนักได้อย่างสัมฤทธิ์ผล
1. อย่าเพิ่งเร่งรีบเข้าสู่การควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักที่เข้มงวดที่ท่านค้นพบ
     นี่เป็นความผิดพลาดทั่วไป หลายคนตัดสินใจทำตามโปรแกรมการควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักที่เข้มงวดมาก ๆ และก็ประสบความล้มเหลว อย่าเพิ่งผลีผลามเริ่มการควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักมาก่อนและไม่มีการแน่ใจถึง 100% ว่าท่านจะสามารถปฏิบัติตนตามกฎนั้นได้อย่างเข้มงวดให้เลือกวิธีอื่นแทน
2. อย่าลืมคำนึงถึงความเป็นจริง
     ท่านไม่สามารถคาดหวังกับสิ่งต่าง ๆ อย่างจริงจังกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นชั่วข้ามคืน เมื่อท่านเลือกเป้าหมายของท่านแล้ว ให้เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ก่อน  แต่ควรพร้อมที่จะก้าวไปในระยะยาว  หากท่านได้ยินใครพูดว่า เขานั้นสามารถลดน้ำหนักได้หลายปอนด์ในระยะเวลาอันสั้น ท่านก็จงอย่าไปตั้งเป้าหมายให้เหมือนกับของเขาเลย ผลลัพธ์ของการไดเอตหรือการควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักของแต่ละบุคคลนั้นไม่เหมือนกัน
3. อย่าไปโรงยิมบ่อยเกิน
     ความผิดทั่วไป คือ การใช้ความกระตือรือร้นของวันแรกในการไปโรงยิมทุก ๆ วัน  การกระทำเช่นนี้ไม่ได้ช่วยอะไรท่านเลย  ร่างกายต้องการช่วงเวลาในการเยียวยาและขยายตัวของมวลกล้ามเนื้อหลังจากการออกกำลังกาย  และการไปที่โรงยิมทุก ๆ วัน เป็นเหมือนการถูกแทรกแซงด้วยกระบวนการทางธรรมชาติ  นอกจากนี้ การออกกำลังกายตลอดสัปดาห์จะไม่สามารถชดเชยเวลาสิบหรือยี่สิบปี ของการใช้ชีวิตแห่งการเป็นคนที่ไม่ออกกำลังกายได้หรอก
4. อย่ารับประทานอาหารที่มีปริมาณแคลอรีมาก
     เราต่างก็ทราบกันดีว่าการงดปริมาณแคลอรีเป็นหนึ่งในวิธีการลดน้ำหนักในทุกวิธีการของการลดน้ำหนัก  แต่ท่านจำต้องระมัดระวังเรื่องนี้  เพราะหากเรางดปริมาณแคลอรีมากไปแล้ว ร่างกายของท่านจะเริ่มเก็บสะสมทุกอย่างเท่าที่ร่างกายจะเก็บสะสมได้เพื่อเลี่ยงการเกิดภาวะวิกฤติที่ร่างกายรับรู้ และนี่มิใช่วิธีการที่ดีสำหรับการลดน้ำหนักเป็นแน่
5. อย่าละเลยมื้ออาหาร
     มีคนบางกลุ่มคิดว่าการละเลยหรือเว้นมื้ออาหารไปสักมื้อสองมื้อจะช่วยให้พวกเขาลดน้ำหนักได้เร็วขึ้น พวกเขายังขาดความเข้าใจว่าการควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักนั้น คือ การรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะและไม่ทำให้ตนเองรู้สึกหิว
6. อย่าตรวจสอบน้ำหนักทุกวัน
     ทุกคนต่างกระตือรือร้นในการที่จะได้เห็นการยืนยันถึงความพยายามของตนเองเกี่ยวกับรูปร่างหลังจากที่ได้ลดน้ำหนักลงไปแล้ว แต่ท่านไม่ควรที่จะปล่อยให้แรงผลักดันที่มีอยู่ในตัวของท่านลดลงเนื่องจากว่าการคอยแต่จะตรวจสอบน้ำหนักของตนเองอยู่ทุก ๆ วันมันจะไม่เห็นผลทันทีซ้ำยังเกิดความผิดหวังได้  เนื่องจากน้ำหนักที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ในแต่ละวันของท่านจะส่งผลให้ท่านรู้สึกท้อแท้และพร้อมที่จะล้มเลิกการลดน้ำหนักได้ และท่านจึงควรหลีกเลี่ยงการกระทำดังกล่าวด้วยประการฉะนี้
7. อย่าปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกคอยขับดันท่าน
     นอกจากความกระตือรือร้นซึ่งขับดันผู้คนให้ตรวจสอบน้ำหนักทุก ๆ วัน ยังมีอารมณ์ความรู้สึกอื่น ๆ อีกที่มีอิทธิพลต่อการลดน้ำหนัก  หากท่านทราบว่าท่านได้เคยรับประทานไอศกรีมหรือของขบเคี้ยวต่าง ๆ เมื่อท่านมีอารมณ์และความรู้สึก  เบื่อ สับสน หรือโกรธ แล้ว  จากนี้จงอย่าปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้มาคั่นกลางระหว่างท่านและเป้าหมายในการลดน้ำหนักของท่าน
8. อย่าปฏิเสธที่จะมองหาความช่วยเหลือ
     ไม่มีผู้ใดเกิดมาพร้อมกับแรงปรารถนาที่แรงกล้า และกำลังที่แข็งแกร่ง หากท่านต้องการคำแนะนำหรือความช่วยเหลือ อย่ารีรอในการร้องขอความช่วยเหลือหรือคำแนะนำจากเพื่อนของท่านหรือจากผู้เชี่ยวชาญ อย่าได้พยายามแก้ไขปัญหาด้วยตัวของท่านเอง
9. อย่าปฏิเสธอาหารที่โปรดปราน
     การมอบอาหารเป็นวิธีการที่ดีของการเพิ่มความมุ่งหมายและความมุ่งมั่นของท่าน เพราะการไดเอตเป็นเพียงแค่วิธีการควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักเท่านั้น มิใช่การกักขังตนเองไว้ในคุกแต่อย่างใด จะเป็นอย่างไรหากท่านต้องถูกห้ามรับประทานอาหารชั่วระยะเวลาหนึ่ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอาหารนั้นเป็นอาหารที่ท่านโปรดปราน  หากการให้อาหารนั้นไม่ได้เป็นไปอย่างถี่แล้วก็ไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นเหตุให้การลดน้ำหนักของท่านล้มเหลว
10. อย่าให้การลดน้ำหนักขึ้นอยู่กับความมุ่งหมายของท่านเพียงอย่างเดียว
     ควรใช้สมองของท่านด้วย หากท่านปรารถนาที่จะทราบว่าท่านรับประทานไปเท่าไรแล้ว จากนั้นให้จดบันทึกทุก ๆ อย่างลงไป และพิจารณาตามลิสต์รายการว่ามีสิ่งใดที่ท่านควรตัดออกไปบ้าง  บางครั้งความหิวหรือภาวะขาดอาหารก็จะค่อย ๆ เกิดขึ้นกับท่านและส่งผลให้ท่านรับประทานบางอย่างที่ไม่ควรรับประทาน  จงซื่อสัตย์กับตัวท่านเองและทำสมองให้ปลอดโปร่ง


บันทึกการเข้า
มีนาคม 01, 2010, 07:17:09 pm
Administrator
Newbie
*****
User No : 1
กระทู้: 14
  • ดูรายละเอียด
  • อีเมล์
อีเมล์

20 เหตุผลที่คาดไม่ถึงของความล้มเหลวในการลดน้ำหนัก
       ท่านตัดสินใจที่จะลดน้ำหนักตัว และขณะนี้ท่านได้ปฏิบัติทุกอย่างอย่างถูกต้องแล้ว  ท่านได้ตัดอาหารที่มีไขมันออกไปจากเมนูอาหาร เพื่อการลดน้ำหนักของท่านเท่าที่ท่านจะสามารถตัดได้ ท่านได้หันมาบริโภคบรรดาผลไม้และผักสด ขนมปังธัญพืชไม่ขัดสี และซีเรียลทั้งหลาย  อีกทั้งออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอมากกว่าที่เคยปฏิบัติ  แล้วเหตุใดท่านจึงไม่อาจลดน้ำหนักลงไปได้เล่า มันเป็นเรื่องที่น่าโมโหเมื่อท่านได้พยายามอย่างที่สุดแล้วและมันยังคงมิประสบผลสำเร็จตามที่ท่านได้คาดหวังไว้อีก ทางเลือกของการลดน้ำหนักของท่านอาจจะมีตัวเลขในการอธิบาย เพื่อความเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และช่วยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างง่ายบ้างเล็กน้อย ตรวจสอบลิสต์ข้างล่างและดูว่าอันไหนที่พอจะประยุกต์ใช้กับท่านได้ พิจารณาส่วนที่จำเป็นและก่อนที่ท่านจะทราบมัน  การลดน้ำหนักของท่านก็จะกลับมาสู่แนวทางเดิม
1. เคร่งครัดเกินไป
      “หลายคนเชื่อว่าการลดน้ำหนักที่สมบูรณ์แบบจะช่วยการันตีความสำเร็จได้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือ ความยืดหยุ่นมากกว่าความเข้มงวดเคร่งครัด” Judy E. Marshel ผู้เชี่ยวชาญด้านการลดน้ำหนัก ประธานแห่งสถาบันเพื่อสุขภาพ Health Resources of Great Neck, New York กล่าว หากท่านจะไปรับประทานอาหารที่ภัตตาคารที่ท่านเคยไปประจำและพบว่ามันปิด ท่านก็ไม่กล้าที่จะไปรับประทานที่ภัตตาคารอื่น และกลัวกับการที่จะเปลี่ยนเมนูซึ่งท่านไม่คุ้นชิน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ อย่าไปเคร่งครัดเจาะจงกับอะไรมากไป ทั้งนี้ Marshel ได้อธิบายอีกว่า ความล้มเหลวอาจเกิดจาก ว่า ท่านอาจจะมีการกำหนดวงจรของการรับประทานและการควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักที่มากเกินไปก็ได้
2. การรับประทานไม่เพียงพอ
      ระบบเผาผลาญพลังงานของท่านนั้นเป็นปิศาจจอมเจ้าเล่ห์ รับประทานมากเกินไปมันจะไม่สามารถเผาผลาญบรรดาแคลอรีทั้งหมดได้ ซ้ำร้ายยังทำให้น้ำหนักของท่านเพิ่มขึ้นอีก หากรับประทานน้อยไประบบการเผาผลาญพลังงานของท่านจะรับรู้ว่าร่างกายของท่านอยี่ในภาวะวิกฤติ และจะส่งผลให้ร่างกายของท่านจะค่อย ๆ เผาผลาญแคลอรีที่ท่านรับประทานเข้าไป เพื่อเป็นการรักษาร่างกายให้อยู่รอด ผลลัพธ์ก็คือการรับประทานน้อยไปก็ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้นั่นเอง
     มีผลงานวิจัยหลายชิ้นที่บ่งชี้ถึงการงดปริมาณแคลอรีขณะควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักแบบเด็ดขาด เฉียบพลันนั้น  ไม่ได้ผลทั้งในระยะยาวและในระยะสั้น ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่าเราควรรับประทานอาหารที่มีความจำเป็นต่อร่างกายในปริมาณที่เพียงพออย่าง ผลไม้ ผัก ธัญพืชต่าง ๆ และตัดอาหารประเภทไขมัน น้ำตาล แอลกอฮอล์ออกไป  Marshel ได้กล่าวเตือนไว้ อีกทั้งเสริมว่า “หากท่านไม่รับประทานอาหารที่ให้พลังงานแคลอรีอย่างเหมาะสมแล้ว ต่อให้ท่านกำลังอยู่ในช่วงแผนการของการลดน้ำหนัก ท่านก็จะเห็นถึงการชะลอหรือการหยุดการลดลงของน้ำหนักตัวไปเลย
3. อย่าทำตามความต้องการเหล่านั้น
     “เพื่อที่จะให้การลดน้ำหนักประสบผลสำเร็จ ท่านจำต้องรู้จักประมาณความพึงพอใจจากภายใน ซึ่งเป็นความรู้สึกดีอันเกิดจากการที่ท่านได้รับประทานอาหารเข้าไป หากท่านไม่รับประทานสิ่งเหล่านั้น ท่านก็จะรู้สึกว่ากำลังถูกกีดกันทั้งในเชิงจิตและเชิงกายภาพ และในท้ายที่สุดแล้วท่านก็จะเริ่มรับประทานทุกสิ่งที่ท่านโปรดปรานเป็นอย่างยิ่งมากขึ้นตามมา
     หากท่านเป็นผู้หนึ่งที่ติดการรับประทานช็อกโกแลต ตัวอย่างเช่น ช็อกโกแลตแท่งแช่แข็งไร้ไขมัน หรือช็อกโกแลตปั่นไขมันต่ำ  แม้ว่าท่านจะรับประทานทุกครั้งที่อยู่ในภาวะเศร้า ก็ไม่มีผลทำให้น้ำหนักของท่านเพิ่มขึ้น จงให้ในสิ่งที่ท่านปรารถนาบ้างเล็กน้อย และจากนั้นมันจะทำให้ท่านรู้จักเลือกเมนูอาหารได้อย่างชาญฉลาดขึ้น
4. การกลับสู่พฤติกรรมเดิม ๆ
     การลดน้ำหนักอาจไม่ได้ผลในสอง สาม สี่ครั้งแรก  เมื่อท่านเริ่มลงมือลดน้ำหนักในครั้งแรก ๆ ร่างกายของท่านจะมีการกำจัดน้ำ ไขมันบางส่วน และมวลกล้ามเนื้อบางส่วนออกไป แต่เมื่อใดที่น้ำหนักของท่านกลับมาอีกครั้ง ร่างกายของท่านก็จะเกิดการสะสมเฉพาะไขมัน ซึ่งมีมากกว่ามวลกล้ามเนื้อที่ท่านได้เสียไปในครั้งแรกเสียอีก
     หากท่านลดน้ำหนักด้วยการรับประทานอาหารมังสวิรัติ ก็ไม่ต้องแปลกใจหากต้องใช้เวลานานกว่า และต้องใช้ความพยายามที่ยิ่งใหญ่กว่าในการทำให้น้ำหนักตัวของท่านลดลงไป มีเทคนิคใหม่ สมมติว่า การลดน้ำหนักของท่านขึ้นอยู่กับปริมาณพลังงานแคลอรีจากไขมันที่ ร้อยละ 30 ให้พยายามลดลงให้เหลือที่ระดับ ร้อยละ 25 ด้วยการเพิ่มเวลาในการออกกำลังกายโดยการปั่นจักรยานอยู่กับที่หรือการวิ่งบนลู่วิ่งในแต่ละสัปดาห์ อาจช่วยให้ท่านลดน้ำหนักลงได้ จงอดทนเข้าไว้ ไม่เช่นนั้นการลดน้ำหนักของท่านจะไม่ประสบความสำเร็จ
5. อย่ากลัวกับการเปลี่ยนแปลงที่จะต้องรับประทานอะไรที่ท่านไม่คุ้นชินในแต่ละฤดูกาล
    “คนที่กำลังลดน้ำหนักต่างคิดว่าพวกเขาจำเป็นต้องรับประทานอาหารตามที่ได้จัดไว้แบบเดิม ๆ ในทุก ๆ สถานการณ์ ไม่ว่าจะช่วงหน้าร้อนหรือหน้าหนาว หรือตลอดช่วงลาพักร้อน แต่ความคิดนี้ไม่จริงเลย” Kabatznick กล่าว “บางวันท่านอาจจะมีกิจกรรมที่หนักกว่าวันอื่น ๆ บางวันท่านอาจจะรับประทานอาหารนอกบ้านมากกว่าปรกติ  ยิ่งไปกว่านั้น ท่านควรจะจัดอาหารสำหรับรับประทานในช่วงหน้าหนาว เนื่องจากภูมิอากาศเย็นและร่างกายท่านต้องการพลังงานแคลอรี ในการรักษาร่างกายของท่านให้อบอุ่น” ดังนั้นควรหากิจกรรมทำให้มากขึ้น และเปลี่ยนแปลงรูปแบบการควบคุมน้ำหนักของท่านให้เหมาะสมกับฤดูกาล ซึ่งจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด ที่จะทำให้การลดน้ำหนักได้ผล
6. การใช้ยาขณะลดน้ำหนัก
     โชคไม่ค่อยดีหากท่านมีปัญหาด้านสุขภาพ ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์ นั่นจะเป็นเหตุทำให้การลดน้ำหนักของท่านชะลอลง ตัวอย่างเช่น การใช้ยา Corticosteroids การรักษาโรครูมาตอยด์ อันเป็นสาเหตุให้เกิดการสะสมน้ำในร่างกายและกระตุ้นให้เกิดความหิว ให้ท่านปรึกษากับแพทย์ของท่านเพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสมในการลดน้ำหนัก พร้อมกับการรักษาโดยใช้ยา
7. การเปลี่ยนแปลงความต้องการของร่างกายเมื่อท่านอายุมากขึ้น
     โดยธรรมชาติร่างกายของท่านต้องการพลังงานแคลอรีน้อยลง อย่างไรก็ตาม อะไรที่เคยทำสำเร็จได้ง่ายก็ดูยากขึ้น เมื่อถึงวันเกิดถัดไป กล่าวคือ เมื่ออายุมากขึ้น การลดน้ำหนักก็ทำยากขึ้น ดังนั้นแล้ว ให้เริ่มเตรียมตัวแต่เนิ่น ๆ ลดการรับประทานอาหารที่ให้พลังงานแคลอรีสูงลง และเพิ่มการระดับการออกกำลังกายให้มากขึ้น
8. การสูญเสียความตั้งใจ
      “หลายคนมีค่านิยมเกี่ยวกับการมีรูปร่างที่ผอมบาง และความผอมบางนั้นก็เป็นได้เพียงแค่ในอุดมคติ หรือในจินตนาการ ซึ่งส่งผลให้พวกเขาเหล่านั้นต่างรู้สึกผิดหวัง” Kabatznick อธิบาย แล้วหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น ? การรับประทานอาหารเกินขนาดโดยไม่รู้ตัว หรืออย่างช้า ๆ และการขาดการออกกำลังกาย  จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุใดน้ำหนักตัวจึงยังไม่ลดลง “หากท่านอยู่ในโลกของความเป็นจริง  ท่านจะทราบว่าการลดน้ำหนักนั้น หมายถึง การที่ท่านจะมีรูปร่างที่ผอมขึ้น และมีวิถีชีวิตที่มีสุขภาพที่ดีขึ้น แต่จะต้องไม่ทำให้ท่านสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง” Kabatznick กล่าว
9. การรับประทานที่เรามองข้าม
      “สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ท่านมิได้ใส่ใจ เมื่อท่านได้รับประทานมันเข้าไปในร่างกายของท่าน เช่น ลูกกวาดในกระเป๋าถือของท่าน อาจเป็นขนมปังกรอบ “pretzel” ซึ่งอาหารเหล่านั้นจะใส่เครื่องปรุงแต่ง และท่านจำต้องยอมรับเนื่องจากมาพร้อมกัน” Carole Livingston ได้เขียนเอาไว้ ซึ่งเป็นผู้ประพันธ์หนังสือเรื่อง “I’ll Never Be fat Again” อีกทั้งกล่าวเสริมว่า “ท่านอาจคิดว่าการรับประทานอาหารเหล่านั้นคงจะไม่เป็นอะไร แต่มันจะเป็นเมื่อท่านต้องการที่จะรักษาน้ำหนักของท่านเอาไว้
10. บรรดาอารมณ์ที่ร้าย ๆ ในอดีต
     “เมื่อข้าพเจ้ารู้สึกไม่ดี ข้าพเจ้าจะมีอุปนิสัยการรับประทานอาหารที่แย่ไปด้วย โดยข้าพเจ้าจะรับประทานทุกอย่างที่ข้าพเจ้าไม่ควรจะรับประทานเข้าไป เช่น ไอศกรีม” Marie Simmons ผู้ประพันธ์หนังสือเรื่อง “The Light Touch” กล่าวเอาไว้ ในที่สุดสถานะทางอารมณ์ของท่านก็จะส่งผลต่อระดับความรู้สึกอยากอาหารของท่านด้วย หากท่านปล่อยให้การรับประทานเป็นไปตามสถานะทางอารมณ์แล้ว ท่านก็จะพบว่าตัวท่านกำลังรับประทานของขบเคี้ยวไปโดยไม่รู้ตัวมากขึ้น ๆ ดังนั้นจงตรวจสอบอารมณ์ของท่าน จากนั้นพิจารณาว่าท่านจะจัดการกับสภาพอารมณ์ที่แย่ ๆ ของท่านนั้นให้ดีขึ้นอย่างไร โดยปราศจากการใช้อาหารเป็นเครื่องบำบัด
11. ทำความเข้าใจกับสัดส่วนของอาหารที่รับประทาน
     “เมื่อข้าพเจ้าถามคนที่อยู่ในชั้นเรียนของข้าพเจ้าว่าอะไรคือปริมาณครึ่งถ้วยของสปาเก็ตตี้ หลายคนไม่ทราบ  เวลาอยู่ในจานมันแลดูมีปริมาณที่เล็กน้อย ข้าพเจ้าได้พยายามที่จะช่วยพวกเขาแยกให้เห็นความแตกต่างระหว่างสัดส่วนหรือขนาดที่พอดี ยกตัวอย่างเช่น สปาเก็ตตี้ครึ่งถ้วยถึงหนึ่งถ้วยกับขนาดดั้งเดิม ซึ่งจะมีปริมาณเต็มจาน ปริมาณดั้งเดิมมักจะแบ่งได้เป็นสองส่วน ทั้งสองส่วนนี้มีวิธีการในการเติมเนื้อสัตว์ที่เหมือนกัน สำหรับปริมาณดั้งเดิมหรือที่เป็นมาตรฐานทั่วไป (classic portion) มีเนื้อไม่มีกระดูก เช่น เนื้อปลา หรือเนื้อไก่ ขนาด 4 ออนซ์ หรือมีขนาดเท่าฝ่ามือของท่าน ท่านอาจจะคิดว่าท่านรับประทานไปนิดเดียวแต่ความจริงอาจจะรับประทานมากกว่า” Joann Heslin ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการได้ให้ข้อสังเกตไว้
ข้อแนะนำสำหรับเรื่องนี้ : ไม่ควรเชื่ออะไรอย่างไร้เหตุผลเกี่ยวกับปริมาณของอาหาร จากนั้นให้เริ่มพัฒนาการตระหนักรู้ของตัวท่านว่าความจริงแล้วท่านควรจะรับประทานในปริมาณเท่าใด
12. ค่อยเป็นค่อยไปดีกว่าก้าวกระโดด
     Dean Ornish  ผู้นำแห่งสถาบันวิจัยยาป้องกันโรคในเมือง Sausalito รัฐ California กล่าวว่า “สำหรับหลายคนในการที่จะเปลี่ยนแปลงการรับประทานอย่างกะทันหันของพวกเขามองว่า  ดูจะเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าการเปลี่ยนแปลงแบบทีละเล็กละน้อย” และกล่าวต่อว่า “ตัวอย่างเช่น หากท่านรับประทานเนื้อแดงอย่างต่อเนื่อง และลดปริมาณลงไปเฉย ๆ นั้น ท่านจะรู้สึกเหมือนถูกลิดรอนสิทธิ์ และจะไม่มีวันเลิกรับประทานเนื้อแดงนั้นได้” และในที่สุด ท่านก็ยังคงรับประทานมันอยู่ และเป็นไปได้ที่การลดน้ำหนักจะประสบความสำเร็จยาก หากท่านงดการรับประทานเนื้อไปอย่างเด็ดขาด ไม่เพียงแต่ที่ท่านจะขจัดไขมันได้ปริมาณมากจากการควบคุมอาหาร เพื่อการลดน้ำหนักแต่หลังจากนั้นไม่นานท่านก็จะไม่พลาดที่จะลิ้มรสมันได้เลย
13. ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับไขมัน Veckerelli
    หัวหน้าแห่ง Norwich Inn & Spa ใน Norwich, Connecticut  ได้เตือนเอาไว้ว่า “ไขมันเป็นตัวยับยั้งการลดน้ำหนักที่ใหญ่ที่สุด” และกล่าวต่อไปอีกว่า “ผู้คนถูกทำให้คิดถึงเรื่องการลดคอเลสเตอรอลของตนเอง ดังนั้นพวกเขาอาจจะรับประทานเนยเทียมแทนเนย แต่พวกเขาคงลืมไปว่าไขมันหนึ่งช้อนโต๊ะก็คือไขมันหนึ่งช้อนโต๊ะอยู่วันยังค่ำ
      หลายคนเชื่อว่ายิ่งพวกเขารับประทานไขมันที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ (เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันจากต้น Canola) มากเท่าใดก็จะทำให้พวกเขาได้รับปริมาณไขมันที่ดีดังกล่าวมากตามไปด้วย แต่ในที่สุดก็จะพบว่าน้ำหนักตัวมิได้ลดลงไปเลย “ดังนั้นหากต้องการลดน้ำหนัก ท่านจำต้องเริ่มคำนึงถึงปริมาณที่ท่านรับประทานเข้าไปโดยอัตโนมัตินั่นคือ ปริมาณที่พอดีนั่นเอง”

สิ่งสำคัญ 7 ประการเกี่ยวกับการเผาผลาญไขมัน
ข้าพเจ้าได้ทำงานวิจัยมาแล้วจำนวนมาก และพบว่ามีสิ่งสำคัญ อยู่ 7 ประการที่ข้าพเจ้าใคร่จะร่วมแบ่งปันกับทุกท่านดังนี้

1. การควบคุมอาหารเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการลดน้ำหนัก แต่มิได้หมายความว่าท่านจะต้องปล่อยให้ตัวท่านรู้สึกหิว  เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายต่อตัวท่านเอง  ร่างกายของท่านจะเข้าสู่โหมดของความหิวและจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปก็คงจะคาดเดาได้ไม่ยาก  นั่นคือ การลดลงของระบบการเผาผลาญและรค่างกายจะสั่งการให้เกิดการเก็บสะสมทุกอย่างในร่างกายซึ่งสุดท้ายจะเปลี่ยนไปเป็นไขมัน ท่านจะต้องลดปริมาณการบริโภคแคลอรี่ส์เพื่อที่จะลดน้ำหนักหรือเผาผลาญไขมัน  แต่ท่านจะต้องได้รับอาหารในปริมาณที่เพียงพอต่อการปฏิบัติดังกล่าว ไม่ควรรับประทานขนมปังจำนวนมาก และพยายามงดโซดา แอลกอฮอลล์ หรือของหวานทั้งหลาย เพราะอาหารเหล่านี้จะส่งผลให้มีระดับน้ำตาลในเลือดของท่านสูงขึ้น อันจะทำให้กระบวนการเผาผลาญไขมันลดประสิทธิภาพลง  จงปฏิบัติตามกรอบที่ท่านสามารถพึงจะปฏิบัติได้ การลดการบริโภคที่เคยกระทำเป็นนิจลงจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่เร็วขึ้นและดีกว่าด้วย

2. ไดเอท ไม่ใช่การควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนัก   ผู้คนพากัน “ควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนัก” และลงมือปฏิบัติเพียงชั่วระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น จากนั้นก็จะหยุดและกลับไปทำตามปรกติวิสัยที่เคยปฏิบัติมา ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ท่านรู้สึกไร้สุขกับรูปลักษณ์ของตนเอง  การควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักเพียงชั่วระยะสั้น ๆ นั้นไม่ได้ผล ได้มีการกล่าวอ้างเกี่ยวกับการควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักว่าจะสามารถลดน้ำหนักลงได้ภายในระยะไม่กี่สัปดาห์ แต่ก็ต้องใช้เวลานานกว่าที่ท่านจะได้รับแรงกระตุ้นใหม่อีกครั้ง และระบบการเผาผลาญพลังงานของท่านก็ทำงานลดประสิทธิภาพลงเนื่องจากการรับประทานอาหารไม่เพียงพอในช่วงควบคุมอาหาร ซึ่งจะส่งผลให้น้ำหนักตัวของท่านเพิ่มขึ้นอีกด้วย

3. ท่านไม่จำเป็นต้องกังวลหรือเหนื่อยยากเกี่ยวกับการเผาผลาญพลังงานแคลอรี่ส์  “การเผาผลาญ” หมายถึงการใช้พลังงานแคลอรี่ส์เท่านั้น แต่มักจะมีความหมายในบริบทอื่นด้วย เหตุผลหลักอย่างง่ายที่ผู้คนมีให้ในเวลาของการลดน้ำหนักในช่วงฤดูร้อน คือการที่พวกเขาเหล่านั้นไม่สามารถสวมชุดต่าง ๆ ได้ นั้น ทำให้การรับประทานและการออกกำลังกายของพวกเขา เป็นไปด้วยความรู้สึกที่ดี

4. ท่านสามารถเผาผลาญไขมันด้วยการออกกำลังกาย ทั้งรูปแบบที่เต็มไปด้วยการเอาจริงเอาจังมากและเอาจริงเอาจังน้อย  เป็นเรื่องจริง เมื่อท่านรักษาระดับอัตราการเต้นของหัวใจ  ณ ระดับหนึ่ง การเผาผลาญไขมันของท่านจะสามารถเผาผลาญได้ดีทั้งขณะที่ร่างกายออกกำลังกายมากและขณะที่ร่างกายมีการออกกำลังกายน้อย หรือบางทีก็อาจเผาผลาญได้ดีกว่าตอนที่ออกกำลังกายอย่างหนักเสียอีก  แนวคิดที่ดีที่สุดคือ การเลือกทั้งสองอย่าง อย่างละน้อย การออกกำลังกายในช่วงเช้าก่อนการรับประทานอาหาร จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของท่านลดลงต่ำมาก และไขมันก็จะถูกเผาผลาญ แต่ให้ระวังแรงกระตุ้นที่จะทำให้ท่านรับประทานมากเกินไปในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายในช่วงเช้าก่อนรับประทานอาหารเช้าจะทำให้รู้สึกอยากอาหารได้มาก

5. ท่านสามารถลดไขมันได้ในหนึ่งส่วนของร่างกาย  ร่างกายของท่านจะสะสมไขมันโดยการกำหนดของกลไกทางพันธุกรรมซึ่งขึ้นอยู่กับเพศ  เช่น ข้าพเจ้าเป็นผู้ชาย ดังนั้น ร่างกายของข้าพเจ้าก็จะสะสมไขมันไว้ตามกล้ามหน้าท้อง และบริเวณสีข้าง ข้อเท็จจริงคือ ร่างกายท่านจะมีการเผาผลาญไขมันที่เป็นไปในลักษณะตรงกันข้ามกับลักษณะการสะสม ดังนั้นบริเวณของร่างกายที่มีปัญหาของท่านหรือส่วนที่ท่านต้องการจะขจัดส่วนเกินออกไปก็จะถูกกำจัดออกไปเป็นจุดสุดท้าย  บริเวณบางส่วนเหล่านั้นจะถูกเผาผลาญให้แลดูเพรียวขึ้น  แต่แขนและขาของท่านจะถูกเผาผลาญไขมันออกไปก่อนบริเวณของหน้าท้องและก้น

6. ผู้หญิงที่ออกกำลังกายด้วยการยกน้ำหนักผลลัพธ์ที่ได้จะไม่เหมือนกับผู้ชาย  นี่เป็นหนึ่งในเรื่องที่ไม่น่าพึงใจที่สุดเรื่องหนึ่ง มันเป็นไปไม่ได้ที่ปราศจากการใช้ยา สำหรับการออกกำลังกายด้วยการยกน้ำหนักเพื่อความใหญ่และเพิ่มปริมาณของกล้ามเนื้อในผู้หญิง การเล่นเวทเทรนนิ่งหรือการออกกำลังกายด้วยการยกน้ำหนักนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการออกกำลังกายเพื่อการเผาผลาญไขมัน กล้ามเนื้อจะใช้พลังงานแคลอรี่ส์มากกว่าการสะสมไขมัน  ดังนั้นยิ่งมีการเผาผลาญปริมาณพลังงานแคลอรี่ส์ที่มากขึ้นเท่าใด ท่านก็จะได้มวลกล้ามเนื้อที่ปราศจากไขมันมากขึ้นตามมาด้วยเท่านั้น นอกจากนี้ การออกกำลังกายด้วยการเล่นเวทเทรนนิ่งหรือการยกน้ำหนักนี้ จะเป็นการดีต่อกระดูกของท่าน จงเลี่ยงการออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์เครื่องจักรต่าง ๆ เพราะให้ประสิทธิภาพน้อยกว่าการออกกำลังกายด้วยการยกน้ำหนักโดยใช้มือและแขน (free weight) และควรกะปริมาณน้ำหนักที่มีความพอดีกับท่านจะได้ไม่ได้รับบาดเจ็บขณะออกกำลังกาย

7. จงมุ่งให้ความสำคัญไปที่องค์ประกอบของร่างกายมากกว่าสเกล  แม้นว่าท่านต้องการลดน้ำหนัก ท่านจะต้องแทนที่ไขมันด้วยมวลกล้ามเนื้อและเพิ่มน้ำหนักกล้ามเนื้อมากกว่าน้ำหนักของไขมัน อย่างไรก็ตาม กล้ามเนื้อมีความน่าดึงดูดใจและมีประโยชน์มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขั้นแรกของการลดน้ำหนัก ท่านจะเกิดกังขาว่าเหตุใดตัวเลขบนตราชั่งจึงไม่แสดงถึงความก้าวหน้าในการลดน้ำหนักให้เห็นเลย แต่ในความเป็นจริงแล้ว  ท่านจะพบว่าตัวเลขบนตราชั่งจะไม่สามารถบอกถึงความก้าวหน้าในการลดน้ำหนักได้ดีเท่ากับขนาดที่ลดลงไปได้เลย

   
ท่านเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้อความต่อไปนี้
อ้างแหล่งข้อมูลจากเว็บไซต์  http://rheumatic.org/sugar.htm
เหตุผล จำนวน 140 เหตุผลว่า เหตุใดน้ำตาลจึงเป็นตัวทำลายสุขภาพของท่าน
1.   น้ำตาลสามารถยับยั้งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้
2.   น้ำตาลทำให้การทำงานที่สัมพันธ์กันของแร่ธาตุในร่างกายผิดปรกติได้
3.   น้ำตาลสามารถทำให้เกิดอาการสมาธิสั้น ความวิตกกังวล การไม่มีสมาธิ และการมีอารมณ์ฉุนเฉียวในเด็กได้
4.   น้ำตาลสามารถทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของไตรกลีเซอไรด์ (สารอาหารประเภทไขมันที่ได้จากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป และจากการสร้างขึ้นเองในร่างกายโดยตับและลำไส้เล็ก เป็นตัวสร้างไตรกลีเซอไรด์ 1 กรัม ให้พลังงาน 9 แคลลรี่ ไตรกลีเซอไรด์ละลายอยู่ในเลือดได้โดยรวมตัวกับโปรตีน ดูดซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย บางส่วนถูกสะสมไว้ที่เนื้อเยื่อไขมัน ทำให้หลอดเลือดแดงแข็งตัว และมีอาการร่วมคือ ตับโต ม้าม) อย่างมีนัยสำคัญ
5.   น้ำตาลลดประสิทธิภาพของการป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียในร่างกาย
6.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของการสูญเสียความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อและหน้าที่ ยิ่งท่านรับประทานน้ำตาลมากเพียงใด ร่างกายของท่านก็จะยิ่งสูญเสียความยืดหยุ่นและระบบการทำงานมากขึ้น
7.   น้ำตาลทำให้ความหนาแน่นของ lipoproteins  (เป็นไขมันธรรมดาที่อยู่รวมกับกรดอะมิโนหรือโปรตีนพบในเยื่อหุ้มเซลล์ ในระบบหมุนเวียนเลือดสาร lipoprotein จะหุ้มคลอเรสตอรอลเพื่อทำหน้าที่ขนส่งไปตามกระแสโลหิตสู่ยังเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกายเพื่อนำไปใช้งาน)ลดลงต่ำ
8.   น้ำตาลทำให้ร่างกายขาด Chromium
9.   น้ำตาลทำให้เป็นมะเร็งในรังไข่ได้
10.   น้ำตาลทำให้ระดับน้ำตาลกลูโคสเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
11.   น้ำตาลทำให้ร่างกายขาดธาตุทองแดง (copper)
12.   น้ำตาลยับยั้งการดูดซึมของแคลเซียมและแมกนีเซียม
13.   น้ำตาลทำให้การมองลดประสิทธิภาพลง
14.   น้ำตาลเพิ่มระดับสารเคมีในสมอง พวกสาร dopamine, serotonin, และ nor epinephrine ซึ่งเป็นอันตรายต่อการส่งสัญญาณของระบบประสาท
15.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของการเกิด hypoglycemia หรือภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ
16.   น้ำตาลทำให้เกิดกรดในระบบย่อยอาหาร
17.   น้ำตาลทำให้เกิดการเพิ่มสูงของระดับ adrenaline ในร่างกายเด็กอย่างรวดเร็ว (เพราะการเพิ่มอะดรีนารีลส่วนเกินนี้จะทำให้หัวใจไวต่อการเกิดปฏิกิริยาต่ออะดรีนารีน ผลที่ตามมาก็คือ อัตราการเต้นของหัวใจด้านต่ำจะมีอัตราที่สูงขึ้น)
18.   น้ำตาลทำให้เกิดกระบวนการย่อยและดูดซึมอาหารเสียไปในผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคในลำไส้
19.   น้ำตาลทำให้เกิดริ้วรอย
20.   น้ำตาลนำไปสู่การเกิดอาการแอลกอฮอล์ลิสซึม
21.   น้ำตาลทำให้ฟันผุ
22.   น้ำตาลทำให้เป็นโรคอ้วน
23.   การรับประทานน้ำตาลในปริมาณสูงทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคระบบทางเดินอาหารอักเสบ หรือโรคลำไส้อักเสบและโรคแผลอักเสบในลำไส้ใหญ่
24.   น้ำตาลสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบุคคลที่เป็นโรคแผลในกระเพาะอาหารหรือแผลในลำไส้เล็กส่วนตัน
25.   น้ำตาลสามารถทำให้เกิดโรคข้ออักเสบได้
26.   น้ำตาลสามารถทำให้เกิดโรคหืดได้
27.   น้ำตาลยับยั้งการควบคุมการเกิดโรคการติดเชื้อจากยีสต์ในร่างกาย
28.   น้ำตาลทำให้เกิดโรคนิ่วในถุงน้ำดี
29.   น้ำตาลทำให้เกิดโรคหัวใจ
30.   น้ำตาลทำให้เกิดโรคไส้ติ่งอักเสบ
31.   น้ำตาลทำให้เกิดโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง
32.   น้ำตาลทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร
33.   น้ำตาลทำให้เกิดโรคเส้นเลือดขอด
34.   น้ำตาลสามารถทำให้ระดับกลูโคสและอินซูลินสูงขึ้นในกลุ่มผู้ใช้ยาคุมกำเนิด
35.   น้ำตาลนำไปสู่การเกิดโรคปริทันต์
36.   น้ำตาลทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน
37.   น้ำตาลทำให้เกิดภาวะน้ำลายเปลี่ยนเป็นกรดและเกิดการอักเสบในร่างกาย
38.   น้ำตาลทำให้เกิดการลดลงของระดับอินซูลิน
39.   น้ำตาลทำให้เกิดการลดลงของไวตามินอีในเลือด
40.   น้ำตาลทำให้เกิดการลดลงของ growth ฮอร์โมน
41.   น้ำตาลทำให้เกิดการเพิ่มของคอเรสเตอรอล
42.   น้ำตาลเพิ่มค่าความดันโลหิตตัวบน (หรือเรียกอย่างหนึ่งว่า systolic blood pressure มีค่าสูงเป็นค่าที่เกิดขึ้นขณะที่หัวใจห้องล่างบีบตัว เพราะปกติแล้วหัวใจเป็นศูนย์กลางสูบฉีดโลหิตโดยวงจรหมุนเวียนโลหิตเป็นแบบวงจรปิด  การบีบตัวของหัวใจเพื่อดันให้โลหิตไหลผ่านเส้นโลหิต จะเกิดมีแรงต้านของหลอดโลหิตต่อการไหลของโลหิต เรียกว่าความดันโลหิต (Blood pressure) ซึ่งมี 2 ค่า คือค่าความดันโลหิตตัวบนและตัวล่างซึ่งจะมีค่าต่ำกว่าเกิดขณะหัวใจห้องล่างคลายตัว)
43.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของการเกิดอาการครึ่งหลับครึ่งตื่นในเด็กทำให้ทำกิจกรรมได้น้อยลง
44.   การรับประทานน้ำตาลในปริมาณที่สูงจะเพิ่มโอกาสการเกิดภาวะ Glycation (หรือเรียกว่า non-enzymatic glycosylation) คือ การที่มีน้ำตาลเช่น ฟรุกโตส ,กลูโคส มายึดติดกับโมเลกุลของโปรตีน หรือไขมัน โดยไม่ต้องอาศัย enzyme มาช่วย  กลูโคสบางส่วนจะเกิดการรวมตัวกันกับ Hemoglobin ในเม็ดเลือดแดง เกิดเป็น Glycated Hemoglobin ซึ่งส่วนนี้ ที่จะไปถึงผิวของเรา และบางที เชื้อ P.Acne ก็จะได้น้ำตาลในเม็ดเลือดชนิดนี้ เป็นอาหาร ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มเซลล์ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของความชรา)
45.   น้ำตาลทำให้เกิดการยับยั้งการดูดซึมของโปรตีน
46.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของการแพ้อาหาร
47.   น้ำตาลทำให้เป็นโรคอ้วน
48.   น้ำตาลทำให้เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษในสตรีมีครรภ์
49.   น้ำตาลทำให้เกิดโรคผิวหนังอักเสบในเด็ก
50.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน

บันทึกการเข้า
มีนาคม 01, 2010, 07:18:09 pm
Administrator
Newbie
*****
User No : 1
กระทู้: 14
  • ดูรายละเอียด
  • อีเมล์
อีเมล์
51.   น้ำตาลทำให้เกิดการชำรุดภายในโครงสร้างของสารพันธุกรรม หรือ DNA
52.   น้ำตาลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของโปรตีน
53.   น้ำตาลทำให้ผิวหนังเกิดรอยเหี่ยวย่นและเกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างของคอลลาเจน
54.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของการเกิดต้อกระจก
55.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของการเกิดโรคถุงลมโป่งพอง
56.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว
57.   น้ำตาลสามารถทำให้เกิดภาวะ low density lipoprotein หรือ LDL สูงขึ้น (มีส่วนประกอบของ โคเลสเตอรอล ในปริมาณสูงถึงร้อยละ 45 ร่างกายสร้าง ทำหน้าที่ขนส่ง โคเลสเตอรอล จากตับไปยังผนังหลอดเลือด เนื้อเยื่อไขมัน และกล้ามเนื้อทำให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นถ้าสูงเป็นระยะเวลานาน จะเกิดการคั่งและเกาะตามหลอดเลือดทำให้เกิดการอุดตันได้ จึงจัดเป็นไขมันชนิดร้าย)
58.   การรับประทานน้ำตาลในปริมาณที่มาก ๆ ทำให้เกิดการลดลงของการรักษาดุลยภาพของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย
59.   น้ำตาลลดประสิทธิภาพการทำงานของเอนไซม์ให้ต่ำลง
60.   การรับประทานน้ำตาลในปริมาณที่สูงจะทำให้เกิดโรคพาคินสันได้
61.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงแบบถาวรในการทำงานของโปรตีนในร่างกาย
62.   น้ำตาลทำให้เกิดการเพิ่มขนาดของตับโดยทำให้เซลล์ตับมีการแบ่งตัว
63.   น้ำตาลทำให้เกิดการเพิ่มปริมาณไขมันในตับ
64.   น้ำตาลทำให้ไตมีการเพิ่มขนาดขึ้นและก่อให้เกิดโรคาพยาธิต่าง ๆ กับไต
65.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของการที่ตับอ่อนถูกทำลาย
66.   น้ำตาลเพิ่มการเก็บรักษาของเหลวในร่างกายทำให้เกิดอาการบวมน้ำ
67.   น้ำตาลเป็นตัวที่ยับยั้งการเคลื่อนไหวของลำไส้ใหญ่ตัวสำคัญ
68.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของภาวะสายตาสั้น
69.   น้ำตาลทำให้เยื่อบุในเส้นเลือดฝอยเสื่อม
70.   น้ำตาลทำให้เกิดภาวะเส้นเอ็นเปราะ
71.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของการเกิดอาการปวดศีรษะ รวมไปถึงไมเกรน
72.   น้ำตาลทำให้เกิดโรคมะเร็งตับในผู้หญิงได้
73.   น้ำตาลมีผลกระทบต่อระดับผลการเรียบนของเด็ก ๆ ในเชิงลบและเป็นสาเหตุของการเกิดความผิดปรกติของสมองในกระบวนการเรียนรู้ (Learning Disorder)
74.   น้ำตาลทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของคลื่นสมองบางชนิด ได้แก่ delta, alpha, theta
75.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของภาวะซึมเศร้า
76.   น้ำตาลเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในกระเพาะอาหาร
77.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะที่อาหารไม่ย่อย
78.   น้ำตาลสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเกาต์ได้
79.   น้ำตาลสามารถเพิ่มระดับกลูโคสในการทดสอบความทนทานของน้ำตาลกลูโคส (เป็นวิธีการหนึ่งในการตรวจหาเบาหวาน) มากกว่าการรับประทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน
80.   น้ำตาลสามารถเพิ่มการตอบสนองต่ออินซูลินในบุคคลที่มีการบริโภคน้ำตาลในปริมาณสูงเมื่อเปรียบเทียบกับบุคคลที่บริโภคน้ำตาลในปริมาณน้อย
81.   บุคคลที่บริโภคน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ในปริมาณมาก ๆ  ทำให้ความสามรถในการเรียนรู้ลดลงได้
82.   น้ำตาลทำให้โปรตีนในเลือด อัลบูมิน (albumin เป็นรูปแบบของโปรตีนส่วนใหญ่ที่พบในเลือด ถูกสร้างโดยตับจากกรดอะมิโนที่ได้รับจากอาหาร) และไลโพโปรตีน ลดประสิทธิภาพในการในการจัดการกับไขมันและคลอเรสตอรอลในร่างกาย
83.   น้ำตาลทำให้เกิดโรคความจำเสื่อมได้
84.   น้ำตาลทำให้เกิดภาวการณ์แข็งตัวของเกร็ดเลือด
85.   น้ำตาลทำให้เกิดความไม่สมดุลของฮอร์โมน เนื่องจากฮอร์โมนบางชนิดจะกลายเป็นฮอร์โมนที่ไม่มีการตอบสนองและบางฮอร์โมนก็กลายเป็นฮอร์โมนที่ไวต่อการตอบสนอง
86.   น้ำตาลทำให้เกิดนิ่วในไตและทางเดินปัสสาวะ
87.   น้ำตาลทำให้สมองส่วนไฮโปธาลามัส ((Hypothalamus) มีการทำงานประสานกันระหว่างระบบประสาท somatic ระบบประสาทอัตโนมัติและระบบต่อมไร้ท่อ  โดยมีศูนย์ควบคุมต่างๆ  ได้แก่  ศูนย์ควบคุมกรทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ  ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิ  ศูนย์ควบคุมสมดุลน้ำ  ศูนย์ควบคุมการกิน พฤติกรรมและการแสดงออก  ระดับความรู้สึกตัว และสร้างฮอร์โมน  2  ชนิด)  มีความไวต่อการตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ มากขึ้น
88.   น้ำตาลทำให้เกิดอาการหน้ามืดได้
89.   น้ำตาลเทียมสูงทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระและภาวะที่เซลล์ถูกทำลายด้วยสารอนุมูลอิสระอันเป็นที่มาของความเสื่อมเรื้อรังกว่า 70 ชนิด
90.   การรับประทานน้ำตาลซูโคสในปริมาณที่สูง ของผู้ที่ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบทำให้เพิ่มภาวะของการแข็งตัวของเกร็ดเลือด
91.   การรับประทานน้ำตาลในปริมาณที่สูงนำไปสู่การเกิดโรคมะเร็งระบบท่อน้ำดี
92.   น้ำตาลเป็นอาหารของมะเร็ง
93.   การบริโภคน้ำตาลในปริมาณสูงในหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นวัยรุ่นมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เด็กแรกคลอดจะมีน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์เป็นสองเท่า
94.   การบริโภคน้ำตาลในปริมาณสูงเป็นสาเหตุของการนำไปสู่การลดลงของระยะเวลาในการตั้งครรภ์ในหมู่สตรีวัยรุ่น
95.   น้ำตาลมีส่วนทำให้เกิดการชะลอในการเดินทางของอาหารในระบบทางเดินอาหาร
96.   น้ำตาลเพิ่มความเข้มข้นของกรดน้ำดีในอุจาระและเพิ่มเอนไซม์ในแบคทีเรียในบริเวณลำไส้ใหญ่
97.   น้ำตาลเพิ่มฮอร์โมนเอสตาไดออล (เป็นฮอร์โมนแอสโตรเจนชนิดรังไข่ที่พบในเพศหญิง) ในผู้ชาย
98.   น้ำตาลจะรวมตัวกับฟอสเฟสและทำลายเอนไซม์  ซึ่งจะทำให้กระบวนการของการย่อยอาหารมีความลำบากมากขึ้น
99.   น้ำตาลทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งในถุงน้ำดี
100.   น้ำตาลเป็นสารเสพติดชนิดหนึ่ง
101.   น้ำตาลสามารถออกฤทธิ์ทำให้มึนเมาได้คล้ายกับแอลกอฮอลล์
102.   น้ำตาลส่งผลให้อาการก่อนมีประจำเดือน (หรือ เรียกว่า Premenstrual syndrome     (PMS)โดยมีอาการที่ไม่สบายกาย หงุดหงิด อารมณ์ไม่แจ่มใส มีสิวขึ้น เป็นต้น ก่อนการมีประจำเดือน) มีความรุนแรงมากขึ้นกว่าปรกติ
103.   น้ำตาลมีผลกระทบต่อปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทารกแรกคลอดสร้างขึ้นหลังจากการใช้ออกซิเจนไป
104.   การลดปริมาณการบริโภคน้ำตาลลงจะสามารถช่วยเพิ่มความมั่นคงทางอารมณ์ได้
105.   ร่างกายจะเปลี่ยนรูปของน้ำตาลไปเป็นไขมันในกระแสเลือด ได้ 2-5 เท่า มากกว่าขณะที่เป็นแป้ง
106.   การดูดซึมของน้ำตาลที่รวดเร็วช่วยให้ร่างกายคนเรารับประทานอาหารได้มากกว่าปรกติ
107.   น้ำตาลทำให้โรคสมาธิสั้นในเด็กมีอาการแย่ลงมากกว่าเดิม
108.   น้ำตาลมีผลเสียต่อองค์ประกอบของสารน้ำอิเล็กโทรไลต์ในกระเพาะปัสสาวะ (หากสารน้ำและเกลือในร่างกายมีความผิดปรกติก็ส่งผลให้เกิดอันตรายต่อชีวิตได้)
109.   น้ำตาลสามารถชะลอความสามารถในการทำงานของต่อมหมวกไต
110.   น้ำตาลมีอิทธิพลแฝงต่อการเกิดกระบวนการเผาผลาญที่ผิดปรกติได้ในบุคคลที่มีสุขภาพดีทั่วไปและก่อให้เกิดโรคความเสื่อมเรื้อรังได้
111.   I.Vs  หรือการให้สารอาหารทางเส้นหลอดเลือดของน้ำที่มีน้ำตาลผสมอยู่นั้นสามารถยับยั้งออกซิเจนมิให้ไปเลี้ยงสมองได้
112.   การที่ร่างกายได้รับซูโครสปริมาณที่สูงอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงตัวสำคัญในการก่อให้เกิดมะเร็งปอดได้
113.   น้ำตาลเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคโปลิโอ
114.   การที่ร่างกายได้รับน้ำตาลในปริมาณที่สูงอาจก่อให้เกิดโรคลมบ้าหมู (อาการที่คนไข้ชักอย่างฉับพลัน)
115.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของความดันโลหิตสูงในคนที่มีรูปร่างอ้วน
116.   ในส่วนของ “หออภิบาลผู้ป่วยหนัก” หรือหน่วย “ICU” นั้นจะมีการกำหนด มาตรฐานของระดับน้ำตาลเพื่อรักษาสวัสดิภาพของผู้ป่วยไว้
117.   น้ำตาลทำให้เกิดการตายของเซลล์
118.   น้ำตาลทำให้รับประทานอาหารได้มากขึ้น
119.   ในสถานพินิจคุ้มครองเด็กและเยาวชน เมื่อเด็ก ๆ ได้รับการเพิ่มปริมาณการบริโภคน้ำตาล พบว่า ร้อยละ  44 จะกลายเป็นเด็กที่มีพฤติกรรมต่อต้านสังคม
120.   น้ำตาลนำไปสู่การเกิดโรคมะเร็งในต่อมลูกหมาก
121.   น้ำตาลทำให้ทารกประสบภาวการณ์ขาดน้ำในทารกแรกเกิด
122.   น้ำตาลทำให้เกิดการเพิ่มของฮอร์โมนเอสตาดิออล (estradiol เป็นฮอร์โมนแอสโตรเจนชนิดรังไข่ในเพศหญิง) ในชายหนุ่ม
123.   น้ำตาลทำให้ทารกแรกเกิดมีน้ำหนักตัวน้อย
124.   การบริโภคน้ำตาลทรายขาวในปริมาณมากมีความสัมพันธ์กับการเป็นโรคจิตเภท (กลุ่มความผิดปกติทางจิต มีความผิดปกติทางความคิด มีทั้งเชิงบวกและเชิงลบ เชิงบวกเช่น ประสาทหลอน หูแว่ว หลงผิด มีพฤติกรรมท่าทางแปลก ๆ เช่น หัวเราะสลับร้องไห้ เป็นต้น ส่วนเชิงลบ เช่น ไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ  นั่งนิ่งไม่สนใจอะไร เป็นต้น)
125.   น้ำตาลสามารถทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของระดับของ homocysteine ในกระแสเลือด (homocysteine เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่มีอะตอมของกำมะถันเป็นองค์ประกอบ พบในร่างกายของมนุษย์ โดยเกิดจากกระบวนการเมแทบอลิซึมของกรดอะมิโน เมทไธโอนิน(Methionine) โดย homocysteine เป็นสารกึ่งกลางในการเปลี่ยนจาก methionine ไปเป็นกรดอะมิโนอีกชนิดหนึ่งคือ cysteine โดยในภาวะปกติ homocysteie เป็นผลิตผลที่ไม่มีพิษภัยต่อระบบการทำงานของร่างกาย แต่กลับพบว่าเมื่อระดับ Homocysteine ในเลือดสูงขึ้นเกินกว่าค่าปกติจะเป็นพิษต่อผนังเซลล์หลอดเลือดโดยจะไปทำลายผนังด้านในของหลอดเลือด โดยเฉพาะหลอดเลือดขนาดเล็ก เช่น หลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดที่อยู่ในสมอง และหลอดเลือดที่ไตจะมีผลทำให้หลอดเลือดที่กล่าวถึงมีโอกาสตีบและอุดตันได้ เช่นถ้ามีการอุดตันที่หลอดเลือดเล็ก ๆ ในสมองก็จะทำให้ผู้ป่วยเกิดอัมพฤกษ์ - อัมพาตได้) แก้ไขด้วยการออกกำลังกาย งดอาหารที่มีไขมันและ รับประทานอาหารที่ให้สารต้านอนุมูลอิสระ)
126.   อาหารที่มีรสหวานจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งในทรวงอก
127.   น้ำตาลก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งในลำไส้เล็ก
128.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งกล่องเสียง
129.   น้ำตาลส่งผลให้เกิดการสะสมของเกลือและการสะสมของน้ำในร่างกายทำให้เกิดอาการบวมน้ำ
130.   น้ำตาลก่อให้เกิดการสูญเสียความทรงจำในระดับที่ไม่รุนแรงมากนัก
131.   บุคคลที่บริโภคน้ำตาลในปริมาณมากเป็นเวลา 10 ปี จะส่งผลให้การดูดซึมสารอาหารที่จำเป็นในร่างกายลดลงโดยตรง
132.   น้ำตาลสามารถเพิ่มปริมาณของอาหารที่เราบริโภคเข้าไป
133.   อัตราการเจริญเติบโตของทารกแรกเกิด 6 เดือน ถึง 2 ขวบ เปิดเผยให้เห็นถึงปริมาณการบริโภคน้ำตาล น้ำเชื่อมซูโครสที่มีปริมาณมาก
134.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของอาการท้องผูก
135.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของเส้นเลือดขอด
136.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของความเสื่อมของสมองในภาวะเสี่ยงก่อนเป็นเบาหวานและโรคเบาหวานในสตรี
137.   น้ำตาลสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร
138.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของการเกิดโรค metabolic syndrome หรือโรคอ้วนลงพุง (เป็นกลุ่มโรคที่ประกอบด้วยความผิดปกติที่มักพบร่วมกันได้แก่ โรคอ้วนลงพุง ความดันโลหิตสูง ระดับน้ำตาลในเลือดสูงและระดับไขมันในเลือดที่ผิดปกติ และเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่2 และการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือด)
139.   การรับประทานน้ำตาลในสตรีมีครรภ์ทำให้เกิดการเพิ่มความผิดปรกติของท่อระบบประสาท (ความผิดปรกตินี้เป็นความพิการแต่กำเนิดที่เกิดขึ้นในช่วงแรกๆ ของการตั้งครรภ์ คือตั้งแต่ วันที่ 20-28 (สัปดาห์ที่ 3-4) หลังจากที่มีการปฏิสนธิของไข่และอสุจิ ในระยะนี้ ตัวอ่อนจะมีเนื้อเยื่อซึ่งแบ่งออกเป็นสามชั้น เนื้อเยื่อชั้นนอกจะแบ่งตัวเพื่อสร้างระบบประสาทและสมอง โดยปกติแล้วเนื้อเยื่อชั้นนอกนี้ จะแบ่งเซลล์ยกตัวขึ้นเพื่อม้วนกลับสร้างให้เป็นท่อของระบบประสาท (Neural Tube) ขึ้นมาก่อน ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นกระดูกสันหลังและไขสันหลังต่อไป ส่วนบริเวณปลายของท่อนี้จะต้องปิดเข้าหากันเพื่อเป็นศีรษะ และก็จะมีการสร้างสมองและกะโหลกศีรษะต่อไป แต่ในกรณีของ Anencephaly ก็คือมีความล้มเหลว ของการปิดบริเวณส่วนปลายของท่อนี้ ดังนั้นจึงไม่สามารถพัฒนาการสร้างส่วนของกะโหลกศีรษะ และสมองให้สมบูรณ์ได้)
140.   น้ำตาลเป็นปัจจัยหนึ่งของการเกิดโรคหอบหืด
141.   การบริโภคน้ำตาลในปริมาณมากทำให้เกิดโอกาสการเป็นโรคลำไส้แปรปรวน (เป็นการทำงานผิดปกติของลำไส้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคลำไส้แปรปรวน มักจะมีอาการปวดท้อง อาจปวดตรงกลางหรือปวดบริเวณท้องน้อย โดยทั่วไปจะปวดท้องน้อยด้านซ้ายมากกว่าด้านขวา ลักษณะอาการปวดมักจะปวดแบบเกร็ง มีอาการแน่นท้อง ท้องอืด อาการจะไม่สัมพันธ์กับอาหาร นอกจากนี้จะมีอาการท้องโตขึ้นเหมือนมีลมในท้อง อาจมีอาการเรอหรือผายลมมากขึ้น และมีอาการถ่ายไม่ปกติ บางรายมีอาการท้องผูก บางรายท้องเสีย หรือในบางรายอาจมีอาการท้องผูกสลับท้องเสียก็ได้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีความรู้สึกเหมือนถ่ายไม่สุด หรือมีอาการปวดเบ่งแต่เมื่อถ่ายอุจจาระแล้วอาการดีขึ้น มักมีอุจจาระเป็นมูกร่วมด้วยได้ อาการต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็น ๆ หาย ๆ มีอาการมากน้อยสลับกันได้ จะมีอาการเกิน 3 เดือน ในระยะเวลา 1 ปี) ได้มากขึ้น
142.   น้ำตาลอาจมีผลต่อสมองส่วนที่ควบคุมความพึงพอใจ และภาคภูมิใจในตนเอง
143.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของมะเร้งทวารหนัก
144.   น้ำตาลเป็นสาเหตุของมะเร็งเยื่อบุผนังมดลูก


วิธีเพิ่มขบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกายให้มากยิ่งขึ้น
ขบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกายเป็นสาเหตุหลักในการที่จะทำให้น้ำหนักของท่านลดลงได้
เทคนิคง่ายๆในการเพิ่มขบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกาย
1 ไม่ต้องเข้าคอร์สลดน้ำหนักใดๆ เพราะท่านก็สามารถลดน้ำหนักด้วยตัวเองได้ แต่ท่านอาจจะไม่สนใจกระบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกายมากนัก เนื่องจาก มันเป็นการลดน้ำหนักที่เห็นผลช้า แต่การลดน้ำหนักที่เห็นผลอย่างรวดเร็วนั้น เป็นอันตราย เนื่องจากว่า การลดน้ำหนักประเภทที่ว่านี้ จะทำให้ท่านสูญเสียกล้ามเนื้อที่ช่วยในการเผาผลาญอาหารของร่างกายไป ทำให้อัตราการเผาผลาญอาหารของร่างกายของท่านลดลง

2 เลือกบริโภคคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละมื้อ โดยจะต้องเข้าใจถึงสัดส่วนของคาร์โบไฮเดรตที่เหมาะสมสำหรับตัวท่านเอง และต้องมั่นใจว่าจะได้รับในปริมาณที่ถูกต้องในทุกๆมื้อ ท่านอาจจะเคยได้รู้จักกับคาร์โบไฮเครตที่ดีและไม่ดีมาบ้างแล้วแต่ในที่นี้เราจะพูดถึงคาร์โบไฮเดรตที่ดีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คาร์โบไฮเดรตที่ดีบางชนิดก็ให้ปริมาณน้ำตาลออกมามากน้อยไม่เท่ากัน ตามค่าดรรชนีน้ำตาล(Glycemic Index - GI) ซึ่งเราควรจะเลือกชนิดที่ให้น้ำตาลออกมาน้อยที่สุด

3 ต้องมั่นใจว่าในระหว่างที่ท่านควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักอยู่นั้น ท่านได้รับปริมาณผัก-ผลไม้และโปรตีนชนิดที่ไม่ติดมัน (lean protein) ในปริมาณที่เพียงพอ ซึ่งโปรตีนที่ไม่ติดมันชนิดนี้จะถูกร่างกายสังเคราะห์และนำไปสร้างเป็นกล้ามเนื้อที่ช่วยในกระบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกาย ส่วนผักและผลไม้จะช่วยในเรื่องของระบบภูมิคุ้มกันต่าง ๆ ของร่างกาย ผักจะช่วยในการควบคุมความอยากอาหารเพราะเนื่องจากผักมีกากใยสูงและมีปริมาณแคลอรี่ที่ต่ำ ทำให้ท่านสามารถที่จะรับประทานได้มากตามที่ต้องการ  ผลไม้ก็เช่นกัน แต่ผลไม้จะมีปริมาณแคลอรี่ที่มากกว่าผักอยู่เล็กน้อย  เพราะผลไม้มีปริมาณน้ำตาลต่อหน่วยสูงกว่าผักเมื่อนำมาเทียบกัน

4 น้ำอัดลม มีปริมาณน้ำตาลFructose ที่ค่อนข้างสูง ทำให้เรารู้สึกสดชื่นและกระปรี้กระเปร่าได้ แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ปริมาณน้ำตาลที่ได้รับอาจไปขัดขวางการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน และเป็นอันตรายต่อกระบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกายเป็นอย่างมาก ดังนั้นหากเราจำเป็นต้องดื่มน้ำอัดลมจริงๆ แนะนำให้ดื่มชนิดที่มีน้ำตาลน้อยจะดีกว่า

5 น้ำตาลก็คือน้ำตาล ไม่ว่าจะสีไหนแบบไหน ก็เหมือนกัน คือ เป็นสารที่มีแคลอรี่สูงมากและไม่มีแร่ธาตุอะไรเลย เพราะฉะนั้นอย่าได้หลงเชื่อโฆษณาที่บอกว่าน้ำตาลทรายแดงดีกว่าน้ำตาลทรายขาวทั่วไปนั้น เพราะจริงๆแล้ว น้ำตาลทรายแดง คือ น้ำตาลที่มีกากน้ำตาลติดอยู่ ดังนั้นสิ่งที่เราควรคำนึงมากที่สุดก็คือปริมาณน้ำตาลที่เราบริโภคเข้าไปนั่นเอง

6 ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทุกคนคงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นการช่วยเพิ่มกระบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกาย การออกกำลังกายจะช่วยเผาผลาญปริมาณแคลอรี่ในร่างกายของเรา และหากท่านออกกำลังกายแบบ Resistance Training หรือการออกกำลังกายแบบเคลื่อนย้ายหรือส่งถ่ายแรง เช่นการยกน้ำหนัก การวิดพื้น ซิทอัพ เป็นต้น และ Cardiovascular Exercise (เป็นการออกกำลังกายเพื่อความแข็งแรงของปอดละหัวใจและยังสามารถช่วยเผาผลาญแคลอรี่อีกด้วย ซึ่งการออกกำลังกายประเภทนี้ไม่จำเป็นที่จะไปโรงยิมเสมอไป ท่านสามารถออกกำลังกายประเภทนี้ได้ในชีวิตประจำวัน เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน กอล์ฟ ขี่ม้า เป็นต้น )จะยิ่งช่วยเพิ่มกระบวนการเผาผลาญอย่างมากเลยทีเดียว (Resistance Training คือ การฝึกซ้อมที่ต้องสู้กับความต้านทาน เช่น ยกน้ำหนัก กระโดดสูง  กระโดดไกล  และนักวิ่งระยะสั้น เป็นต้น ส่วน Cardiovascular Exercise หรือ aerobic exercise  คือการออกกำลังกายใดๆ ก็ตามอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมีการเพิ่มการใช้ออกซิเจนในการกระบวนการเผาผลาญอาหารเพื่อสร้างพลังงานของร่างกายมากขึ้น เมื่อต้องใช้ออกซิเจนมากขึ้น ระบบหายใจและระบบไหลเวียนโลหิตก็ต้องทำงานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การออกกำลังกายแบบนี้จึงเป็นการฝึกความทนทานของปอดและหัวใจ เช่น  การวิ่ง-เดินบนลู่วิ่ง การขี่จักรยาน เป็นต้น)

  * ข้อควรจำ เทคนิคเหล่านี้ จะประสบผลสำเร็จก็ต่อเมื่อลงมือทำเท่านั้น


วิธีการจัดการทางด้านโภชนาการที่ง่ายที่สุด
1 การรับประทานเพื่อเป้าหมายของท่านเอง
 - หากท่านต้องการที่จะลดน้ำหนัก ให้ท่านรับประทานน้อยกว่าที่ร่างกายท่านต้องการ 30%
- หากท่านต้องการที่จะเพิ่มน้ำหนัก ให้ท่านรับประทานมากกว่าที่ร่างกายท่านต้องการ15%
โดยใช้ BMI Calculator เป็นเกณฑ์ (BMI Calculator หรือโปรแกรมคำนวณค่า ดัชนีชี้ค่าความอ้วนเป็นเกณฑ์ประเมินว่าอ้วนหรือไม่ โดยคำนวณค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) คือ เอา น้ำหนักตัว (หน่วย กก.) หารด้วย ส่วนสูง (หน่วย เมตร) ยกกำลังสอง จะได้ค่า ๆ หนึ่งออกมาเพื่อเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้เพื่อประเมินว่าร่างการของท่านอยู่  ณ ระดับใด)

2 การรับประทานเพื่อความคงที่ของน้ำหนัก
- ต้องรับประทานอาหารให้ได้สารอาหารทั้ง3ชนิด อย่างน้อยสารละ30% (โปรตีน/คาร์โบไอเดรต/ไขมัน) อีก10%ให้รับประทานตามใจชอบ

3 รับประทานอาหารให้ถูกต้อง
- โปรตีน แบบไม่ติดมันหรือธรรมดา เช่น ไก่ ไก่งวง ไข่ขาว หางนม
 - คาร์โบไฮเดรต ให้เลือกรับประทานผักและผลไม้เป็นอาหารหลักและควรจะอยู่ในอาหารทุกๆมื้อระหว่างที่ท่านกำลังควบคุมอาหาร
- ไขมัน ให้รับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ และควรเลือกแบบที่ไขมันต่ำเท่านั้น เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันพืช เป็นต้น

4 รับประทานบ่อยๆ 4-6 มื้อต่อวั
- ในแต่ละมื้อควรจะมีโปรตีนที่สมบูรณ์เพียงพอ
-ในแต่ละมื้อควรจะมีคาร์โบไฮเดรตอย่างน้อย 1 ชนิด ระหว่างผักและผลไม้

5 การดื่มน้ำ
- ผู้หญิงที่ออกกำลังกาย ควรจะดื่มน้ำอย่างน้อย ครึ่งแกลลอนถึง 1 แกลลอน ต่อวัน
- ผู้ชายที่ออกกำลังกาย ควรจะดื่มน้ำอย่างน้อย 1 ถึง 1 แกลลอนครึ่ง ต่อวัน


โปรตีน 101
โปรตีนเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายและร่างกายต้องการทุกวัน เพื่อไปใช้ทำหน้าที่ที่หลากหลาย ดังนี้
-   ทำหน้าที่สร้าง ซ่อมแซม และดูแลรักษา เซลล์และเนื้อเยื่อต่างของมนุษย์ เช่น ผิวหนัง กล้ามเนื้อ และอวัยวะต่างๆในร่างกาย เป็นต้น
-   ทำหน้าที่สร้างเอนไซม์และฮอร์โมนชนิดต่างๆ เพื่อนำไปใช้ในส่วนต่างๆของร่างกาย โดยที่ตัวเอนไซม์จะเป็นตัวทำให้เกิดปฎิกริยาเคมีต่างๆในร่างกาย ส่วนตัวฮอร์โมนจะมีหน้าที่ส่งสัญญาณให้เอนไซม์ต่างๆเริ่มและหยุดการทำงาน ตามที่ร่างการต้องการ
-    ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกัน ป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย เช่น แบคทีเรีย,ไวรัสเป็นต้น
-   ทำหน้าที่ควบคุมปริมาณของเหลวในร่างกาย
-   ควบคุมความเป็นกรด-เบสของร่างกาย โดยปกติแล้วร่างกายของเราจะสร้างกรดและเบสอยู่ตลอดเวลา เพื่อทำให้เลือดยังคงเป็นกลางอยู่ ในขณะที่รับของเสียมาจากส่วนต่างทั่วทั้งร่างกายเรา โดยที่มีโปรตีน (พลาสม่าโปรตีน)เป็นตัวสั่งการว่าควรเพิ่ม-ลด ความเป็นกรดและเบสอย่างไร เพื่อให้เลือดยังคงเป็นกลางอยู่
-   นอกเหนือจากประโยชน์ทางข้างต้นแล้ว ในกรณีที่ร่างกายขาดไขมันและคาร์โบไฮเดรตโปรตีนยังสามารถให้พลังงานแก่ร่างกายได้อีกด้วย (4 แคลอรี่/กรัม) แต่ถ้าท่านรับประทานทานแคลอรี่มากกว่าที่ร่างกายของท่านต้องการแล้ว ส่วนที่เหลือก็จะถูกเก็บอยู่ในรูปของไขมันในร่างกาย

ที่มาของโปรตีน

เนื้อสัตว์ เนื้อปลา สัตว์ปีก ไข่ นม ชีส โยเกริต ถั่วเหลือง เป็นอาหารที่อุดมไปด้วย กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตทั้ง 9 ชนิด และด้วยเหตุนี้เองพวกมันเลยถูกจัดว่าเป็นโปรตีนที่สมบูรณ์

พืชที่ให้โปรตีน พืชที่มีลักษณะเป็นฝัก เช่นพืชตระกูลถั่ว เป็นต้น พืชที่ให้ผลผลิตเป็นเมล็ด เช่น
ข้าวบาร์เล่ย์ ข้าวสาลี ข้าวฟ่าง และธัญพืชชนิดต่าง เป็นต้น โปรตีนที่ได้จากพืชจัดว่าเป็นโปรตีนชนิดที่ไม่สมบูรณ์ เพราะ มีกรอดอะมิโนที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตไม่ครบทั้ง 9 ชนิด

แต่สำหรับคนที่อยากรับประทานโปรตีนชนิดที่สมบูรณ์แต่ไม่อยากรับประทานเนื้อสัตว์นั้น มีความเป็นไปได้ เนื่องจากโปรตีนในผักแต่ละชนิดนั้นสามารถเชื่อมต่อกัน จนกลายเป็นโปรตีนที่สมบูรณ์ขึ้นมาได้ นี่เป็นวิธีที่ง่ายและดีที่สุดในการที่เราจะควบคุมอาหารโดยที่ไม่ต้องรับประทานเนื้อสัตว์และยังได้รับโปรตีนที่จำเป็นแบบครบถ้วน

Cheat Days วันแห่งอิสระภาพ

วิธีการให้อิสระตามใจปรารถนา
ในแต่ละสัปดาห์ ท่านอาจจะมีสัก 1วันที่ไม่ต้องควบคุมอาหารก็ได้ ยกตัวอย่าง เช่น
ทุกๆวันเสาร์ท่านสามารถที่จะทานอาหารที่ท่านชอบได้เลยตามต้องการ

ขั้นตอนการทำงานของร่างกายต่อวิธีนี้
ร่างกายของเรานั้นมีการดูแลเพื่อให้เกิดความสมดุลเสมอ จะเห็นได้จากว่า บางคนมีน้ำหนักที่คงที่อยู่ตลอด ยากที่จะขยับขึ้นหรือลง นี่คงเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมบางคนที่งดควบคุมอาหารชั่วคราว  แต่ยังมีน้ำหนักที่คงที่อยู่ คืออาจจะขยับสูงขึ้น แต่เมื่อกลับมาควบคุมอาหารดังเดิม ก็จะกลับมาเท่าเดิมในระยะเวลาเพียงไม่นาน นั่นก็เป็นเพราะที่น้ำหนักเท่านั้นเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดสำหรับร่างกาย ร่างกายของท่านต้องการแค่การปรับตัว เพื่อที่จะกลับมามีรู้สึกดีอีกครั้งหนึ่ง แต่วิธีนี้จะได้ผลเฉพาะกับคนที่ควบคุมอาหารเป็นปกติอยู่แล้ว ไม่ใช่สำหรับคนที่ตั้งใจควบคุมอาหารเพื่อที่จะลดน้ำหนักภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้

คำเตือน
    วิธีมีข้อยกเว้นสำหรับผู้ที่มีปริมาณแคลอรี่ไม่พอ เนื่องจากร่างกายจะเข้าใจว่าอยู่ในช่วงเวลาของการอดอาหาร และจะเก็บสารอาหารทุกชนิดที่รับประทานเข้าไปไว้ในรูปของไขมันมั้งหมด เพื่อดึงมาใช้เป็นพลังงานในภายหลัง
     มันไม่เกี่ยวกันว่า ท่านจะรับประทานมากน้อยแค่ไหน แต่มันขึ้นอยู่กับว่าท่านรับประทานอะไรมากกว่า, ยิ่งกินมาก น้ำหนัก ยิ่งลดมาก ข้าพเจ้าเคยได้ยินเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้วและคิดว่ามันไร้สาระมาก แต่มันกลับใช้ได้จริงสำหรับพวกที่ไม่ยอมทานอาหาร เพื่อที่จะลดน้ำหนัก
     เมื่อสลับกลับมารับประทานแบบ 6-7 มื้อต่อวัน น้ำหนักก็เริ่มลดลงหลังจากผ่านไปได้ 6 สัปดาห์ และการที่จะเลิกรับประทานแบบนี้ก็ง่ายด้วย  เนื่องจากเป็นช่วงที่ร่างกายรู้สึกดีและสามารถปรับตัวได้แล้ว และการเผาผลาญอาหารในร่างกายก็ทำงานอยู่ตลอดวัน ทำให้เวลารับประทานอะไรเข้าไปก็สามารถเผาผลาญได้อย่างง่ายดาย

สรุป
     เราควรจะควบคุมอาหาร เลือกรับประทานแต่อาหารที่ดีต่อสุขภาพเป็นเวลาประมาณ 3- 4 อาทิตย์ จากนั้นให้กลับมารับประทานอาหารตามเดิม (หรือเริ่มCheat Days) ร่างกายอาจจะใช้เวลาปรับตัวบ้าง แต่หลังจากนั้น  ท่านก็จะมีความรู้สึกหิวและอยากอาหารอยู่ตลอดเวลา ก็ให้ท่านกลับมาควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด  โดยท่านจะต้องพยายามตอบสนองต่อความอยากของท่าน ในระดับที่คงที่คือ รับประทานเมื่อรู้สึกหิว ในปริมาณที่ไม่มากหรือไม่น้อยเกินไป ในแต่ละมื้อ ให้เท่าๆกัน  และเมื่อร่างกายของท่านปรับตัวได้แล้ว ความอยากอาหารนั้นก็จะหมดไป และท่านก็จะรู้สึกดีเมื่อท่านได้รับประทานอาหารในแต่ละมื้อนั้น เนื่องจากในช่วงของการปรับตัวนั้น ร่างกายจะมีความรู้สึกหิวและอยากอาหารมาก และเมื่อได้รับประทานอะไรเข้าไป ก็จะทำให้รู้สึกดีขึ้น และคลายความอยากลงไปได้  ดังนั้น เมื่อร่างกายปรับตัวได้แล้วจึงทำให้เรารู้สึกมีความสุขมากขึ้นในการที่จะรับประทานอาหารในแต่ละมื้อ


บันทึกการเข้า
 

 ค้นหา

 สถิติการใช้งานฟอรั่ม
กระทู้ใหม่จำนวนตอบกระทู้ทั้งหมด: 15
กระทู้ใหม่จำนวนหัวข้อทั้งหมด: 10
กระทู้ใหม่จำนวนสมาชิกทั้งหมด: 232
กระทู้ใหม่สมาชิกล่าสุด: nnnlm83
 Advertisement
 ข่าว
ยินดีต้อนรับคุณ, %s กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
 Sites
Powered by SMF 2.0 RC2 | SMF © 2006–2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
Google Theme: Evden Eve Nakliyat ve Smftr Birlii le Hazrlanmtr.