20 เหตุผลที่คาดไม่ถึงของความล้มเหลวในการลดน้ำหนัก ท่านตัดสินใจที่จะลดน้ำหนักตัว และขณะนี้ท่านได้ปฏิบัติทุกอย่างอย่างถูกต้องแล้ว ท่านได้ตัดอาหารที่มีไขมันออกไปจากเมนูอาหาร เพื่อการลดน้ำหนักของท่านเท่าที่ท่านจะสามารถตัดได้ ท่านได้หันมาบริโภคบรรดาผลไม้และผักสด ขนมปังธัญพืชไม่ขัดสี และซีเรียลทั้งหลาย อีกทั้งออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอมากกว่าที่เคยปฏิบัติ แล้วเหตุใดท่านจึงไม่อาจลดน้ำหนักลงไปได้เล่า มันเป็นเรื่องที่น่าโมโหเมื่อท่านได้พยายามอย่างที่สุดแล้วและมันยังคงมิประสบผลสำเร็จตามที่ท่านได้คาดหวังไว้อีก ทางเลือกของการลดน้ำหนักของท่านอาจจะมีตัวเลขในการอธิบาย เพื่อความเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และช่วยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างง่ายบ้างเล็กน้อย ตรวจสอบลิสต์ข้างล่างและดูว่าอันไหนที่พอจะประยุกต์ใช้กับท่านได้ พิจารณาส่วนที่จำเป็นและก่อนที่ท่านจะทราบมัน การลดน้ำหนักของท่านก็จะกลับมาสู่แนวทางเดิม
1. เคร่งครัดเกินไป “หลายคนเชื่อว่าการลดน้ำหนักที่สมบูรณ์แบบจะช่วยการันตีความสำเร็จได้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือ ความยืดหยุ่นมากกว่าความเข้มงวดเคร่งครัด” Judy E. Marshel ผู้เชี่ยวชาญด้านการลดน้ำหนัก ประธานแห่งสถาบันเพื่อสุขภาพ Health Resources of Great Neck, New York กล่าว หากท่านจะไปรับประทานอาหารที่ภัตตาคารที่ท่านเคยไปประจำและพบว่ามันปิด ท่านก็ไม่กล้าที่จะไปรับประทานที่ภัตตาคารอื่น และกลัวกับการที่จะเปลี่ยนเมนูซึ่งท่านไม่คุ้นชิน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ อย่าไปเคร่งครัดเจาะจงกับอะไรมากไป ทั้งนี้ Marshel ได้อธิบายอีกว่า ความล้มเหลวอาจเกิดจาก ว่า ท่านอาจจะมีการกำหนดวงจรของการรับประทานและการควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักที่มากเกินไปก็ได้
2. การรับประทานไม่เพียงพอ ระบบเผาผลาญพลังงานของท่านนั้นเป็นปิศาจจอมเจ้าเล่ห์ รับประทานมากเกินไปมันจะไม่สามารถเผาผลาญบรรดาแคลอรีทั้งหมดได้ ซ้ำร้ายยังทำให้น้ำหนักของท่านเพิ่มขึ้นอีก หากรับประทานน้อยไประบบการเผาผลาญพลังงานของท่านจะรับรู้ว่าร่างกายของท่านอยี่ในภาวะวิกฤติ และจะส่งผลให้ร่างกายของท่านจะค่อย ๆ เผาผลาญแคลอรีที่ท่านรับประทานเข้าไป เพื่อเป็นการรักษาร่างกายให้อยู่รอด ผลลัพธ์ก็คือการรับประทานน้อยไปก็ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้นั่นเอง
มีผลงานวิจัยหลายชิ้นที่บ่งชี้ถึงการงดปริมาณแคลอรีขณะควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักแบบเด็ดขาด เฉียบพลันนั้น ไม่ได้ผลทั้งในระยะยาวและในระยะสั้น ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่าเราควรรับประทานอาหารที่มีความจำเป็นต่อร่างกายในปริมาณที่เพียงพออย่าง ผลไม้ ผัก ธัญพืชต่าง ๆ และตัดอาหารประเภทไขมัน น้ำตาล แอลกอฮอล์ออกไป Marshel ได้กล่าวเตือนไว้ อีกทั้งเสริมว่า “หากท่านไม่รับประทานอาหารที่ให้พลังงานแคลอรีอย่างเหมาะสมแล้ว ต่อให้ท่านกำลังอยู่ในช่วงแผนการของการลดน้ำหนัก ท่านก็จะเห็นถึงการชะลอหรือการหยุดการลดลงของน้ำหนักตัวไปเลย
3. อย่าทำตามความต้องการเหล่านั้น “เพื่อที่จะให้การลดน้ำหนักประสบผลสำเร็จ ท่านจำต้องรู้จักประมาณความพึงพอใจจากภายใน ซึ่งเป็นความรู้สึกดีอันเกิดจากการที่ท่านได้รับประทานอาหารเข้าไป หากท่านไม่รับประทานสิ่งเหล่านั้น ท่านก็จะรู้สึกว่ากำลังถูกกีดกันทั้งในเชิงจิตและเชิงกายภาพ และในท้ายที่สุดแล้วท่านก็จะเริ่มรับประทานทุกสิ่งที่ท่านโปรดปรานเป็นอย่างยิ่งมากขึ้นตามมา
หากท่านเป็นผู้หนึ่งที่ติดการรับประทานช็อกโกแลต ตัวอย่างเช่น ช็อกโกแลตแท่งแช่แข็งไร้ไขมัน หรือช็อกโกแลตปั่นไขมันต่ำ แม้ว่าท่านจะรับประทานทุกครั้งที่อยู่ในภาวะเศร้า ก็ไม่มีผลทำให้น้ำหนักของท่านเพิ่มขึ้น จงให้ในสิ่งที่ท่านปรารถนาบ้างเล็กน้อย และจากนั้นมันจะทำให้ท่านรู้จักเลือกเมนูอาหารได้อย่างชาญฉลาดขึ้น
4. การกลับสู่พฤติกรรมเดิม ๆ การลดน้ำหนักอาจไม่ได้ผลในสอง สาม สี่ครั้งแรก เมื่อท่านเริ่มลงมือลดน้ำหนักในครั้งแรก ๆ ร่างกายของท่านจะมีการกำจัดน้ำ ไขมันบางส่วน และมวลกล้ามเนื้อบางส่วนออกไป แต่เมื่อใดที่น้ำหนักของท่านกลับมาอีกครั้ง ร่างกายของท่านก็จะเกิดการสะสมเฉพาะไขมัน ซึ่งมีมากกว่ามวลกล้ามเนื้อที่ท่านได้เสียไปในครั้งแรกเสียอีก
หากท่านลดน้ำหนักด้วยการรับประทานอาหารมังสวิรัติ ก็ไม่ต้องแปลกใจหากต้องใช้เวลานานกว่า และต้องใช้ความพยายามที่ยิ่งใหญ่กว่าในการทำให้น้ำหนักตัวของท่านลดลงไป มีเทคนิคใหม่ สมมติว่า การลดน้ำหนักของท่านขึ้นอยู่กับปริมาณพลังงานแคลอรีจากไขมันที่ ร้อยละ 30 ให้พยายามลดลงให้เหลือที่ระดับ ร้อยละ 25 ด้วยการเพิ่มเวลาในการออกกำลังกายโดยการปั่นจักรยานอยู่กับที่หรือการวิ่งบนลู่วิ่งในแต่ละสัปดาห์ อาจช่วยให้ท่านลดน้ำหนักลงได้ จงอดทนเข้าไว้ ไม่เช่นนั้นการลดน้ำหนักของท่านจะไม่ประสบความสำเร็จ
5. อย่ากลัวกับการเปลี่ยนแปลงที่จะต้องรับประทานอะไรที่ท่านไม่คุ้นชินในแต่ละฤดูกาล “คนที่กำลังลดน้ำหนักต่างคิดว่าพวกเขาจำเป็นต้องรับประทานอาหารตามที่ได้จัดไว้แบบเดิม ๆ ในทุก ๆ สถานการณ์ ไม่ว่าจะช่วงหน้าร้อนหรือหน้าหนาว หรือตลอดช่วงลาพักร้อน แต่ความคิดนี้ไม่จริงเลย” Kabatznick กล่าว “บางวันท่านอาจจะมีกิจกรรมที่หนักกว่าวันอื่น ๆ บางวันท่านอาจจะรับประทานอาหารนอกบ้านมากกว่าปรกติ ยิ่งไปกว่านั้น ท่านควรจะจัดอาหารสำหรับรับประทานในช่วงหน้าหนาว เนื่องจากภูมิอากาศเย็นและร่างกายท่านต้องการพลังงานแคลอรี ในการรักษาร่างกายของท่านให้อบอุ่น” ดังนั้นควรหากิจกรรมทำให้มากขึ้น และเปลี่ยนแปลงรูปแบบการควบคุมน้ำหนักของท่านให้เหมาะสมกับฤดูกาล ซึ่งจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด ที่จะทำให้การลดน้ำหนักได้ผล
6. การใช้ยาขณะลดน้ำหนัก โชคไม่ค่อยดีหากท่านมีปัญหาด้านสุขภาพ ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์ นั่นจะเป็นเหตุทำให้การลดน้ำหนักของท่านชะลอลง ตัวอย่างเช่น การใช้ยา Corticosteroids การรักษาโรครูมาตอยด์ อันเป็นสาเหตุให้เกิดการสะสมน้ำในร่างกายและกระตุ้นให้เกิดความหิว ให้ท่านปรึกษากับแพทย์ของท่านเพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสมในการลดน้ำหนัก พร้อมกับการรักษาโดยใช้ยา
7. การเปลี่ยนแปลงความต้องการของร่างกายเมื่อท่านอายุมากขึ้น โดยธรรมชาติร่างกายของท่านต้องการพลังงานแคลอรีน้อยลง อย่างไรก็ตาม อะไรที่เคยทำสำเร็จได้ง่ายก็ดูยากขึ้น เมื่อถึงวันเกิดถัดไป กล่าวคือ เมื่ออายุมากขึ้น การลดน้ำหนักก็ทำยากขึ้น ดังนั้นแล้ว ให้เริ่มเตรียมตัวแต่เนิ่น ๆ ลดการรับประทานอาหารที่ให้พลังงานแคลอรีสูงลง และเพิ่มการระดับการออกกำลังกายให้มากขึ้น
8. การสูญเสียความตั้งใจ “หลายคนมีค่านิยมเกี่ยวกับการมีรูปร่างที่ผอมบาง และความผอมบางนั้นก็เป็นได้เพียงแค่ในอุดมคติ หรือในจินตนาการ ซึ่งส่งผลให้พวกเขาเหล่านั้นต่างรู้สึกผิดหวัง” Kabatznick อธิบาย แล้วหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น ? การรับประทานอาหารเกินขนาดโดยไม่รู้ตัว หรืออย่างช้า ๆ และการขาดการออกกำลังกาย จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุใดน้ำหนักตัวจึงยังไม่ลดลง “หากท่านอยู่ในโลกของความเป็นจริง ท่านจะทราบว่าการลดน้ำหนักนั้น หมายถึง การที่ท่านจะมีรูปร่างที่ผอมขึ้น และมีวิถีชีวิตที่มีสุขภาพที่ดีขึ้น แต่จะต้องไม่ทำให้ท่านสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง” Kabatznick กล่าว
9. การรับประทานที่เรามองข้าม “สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ท่านมิได้ใส่ใจ เมื่อท่านได้รับประทานมันเข้าไปในร่างกายของท่าน เช่น ลูกกวาดในกระเป๋าถือของท่าน อาจเป็นขนมปังกรอบ “pretzel” ซึ่งอาหารเหล่านั้นจะใส่เครื่องปรุงแต่ง และท่านจำต้องยอมรับเนื่องจากมาพร้อมกัน” Carole Livingston ได้เขียนเอาไว้ ซึ่งเป็นผู้ประพันธ์หนังสือเรื่อง “I’ll Never Be fat Again” อีกทั้งกล่าวเสริมว่า “ท่านอาจคิดว่าการรับประทานอาหารเหล่านั้นคงจะไม่เป็นอะไร แต่มันจะเป็นเมื่อท่านต้องการที่จะรักษาน้ำหนักของท่านเอาไว้
10. บรรดาอารมณ์ที่ร้าย ๆ ในอดีต “เมื่อข้าพเจ้ารู้สึกไม่ดี ข้าพเจ้าจะมีอุปนิสัยการรับประทานอาหารที่แย่ไปด้วย โดยข้าพเจ้าจะรับประทานทุกอย่างที่ข้าพเจ้าไม่ควรจะรับประทานเข้าไป เช่น ไอศกรีม” Marie Simmons ผู้ประพันธ์หนังสือเรื่อง “The Light Touch” กล่าวเอาไว้ ในที่สุดสถานะทางอารมณ์ของท่านก็จะส่งผลต่อระดับความรู้สึกอยากอาหารของท่านด้วย หากท่านปล่อยให้การรับประทานเป็นไปตามสถานะทางอารมณ์แล้ว ท่านก็จะพบว่าตัวท่านกำลังรับประทานของขบเคี้ยวไปโดยไม่รู้ตัวมากขึ้น ๆ ดังนั้นจงตรวจสอบอารมณ์ของท่าน จากนั้นพิจารณาว่าท่านจะจัดการกับสภาพอารมณ์ที่แย่ ๆ ของท่านนั้นให้ดีขึ้นอย่างไร โดยปราศจากการใช้อาหารเป็นเครื่องบำบัด
11. ทำความเข้าใจกับสัดส่วนของอาหารที่รับประทาน “เมื่อข้าพเจ้าถามคนที่อยู่ในชั้นเรียนของข้าพเจ้าว่าอะไรคือปริมาณครึ่งถ้วยของสปาเก็ตตี้ หลายคนไม่ทราบ เวลาอยู่ในจานมันแลดูมีปริมาณที่เล็กน้อย ข้าพเจ้าได้พยายามที่จะช่วยพวกเขาแยกให้เห็นความแตกต่างระหว่างสัดส่วนหรือขนาดที่พอดี ยกตัวอย่างเช่น สปาเก็ตตี้ครึ่งถ้วยถึงหนึ่งถ้วยกับขนาดดั้งเดิม ซึ่งจะมีปริมาณเต็มจาน ปริมาณดั้งเดิมมักจะแบ่งได้เป็นสองส่วน ทั้งสองส่วนนี้มีวิธีการในการเติมเนื้อสัตว์ที่เหมือนกัน สำหรับปริมาณดั้งเดิมหรือที่เป็นมาตรฐานทั่วไป (classic portion) มีเนื้อไม่มีกระดูก เช่น เนื้อปลา หรือเนื้อไก่ ขนาด 4 ออนซ์ หรือมีขนาดเท่าฝ่ามือของท่าน ท่านอาจจะคิดว่าท่านรับประทานไปนิดเดียวแต่ความจริงอาจจะรับประทานมากกว่า” Joann Heslin ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการได้ให้ข้อสังเกตไว้
ข้อแนะนำสำหรับเรื่องนี้ : ไม่ควรเชื่ออะไรอย่างไร้เหตุผลเกี่ยวกับปริมาณของอาหาร จากนั้นให้เริ่มพัฒนาการตระหนักรู้ของตัวท่านว่าความจริงแล้วท่านควรจะรับประทานในปริมาณเท่าใด
12. ค่อยเป็นค่อยไปดีกว่าก้าวกระโดด Dean Ornish ผู้นำแห่งสถาบันวิจัยยาป้องกันโรคในเมือง Sausalito รัฐ California กล่าวว่า “สำหรับหลายคนในการที่จะเปลี่ยนแปลงการรับประทานอย่างกะทันหันของพวกเขามองว่า ดูจะเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าการเปลี่ยนแปลงแบบทีละเล็กละน้อย” และกล่าวต่อว่า “ตัวอย่างเช่น หากท่านรับประทานเนื้อแดงอย่างต่อเนื่อง และลดปริมาณลงไปเฉย ๆ นั้น ท่านจะรู้สึกเหมือนถูกลิดรอนสิทธิ์ และจะไม่มีวันเลิกรับประทานเนื้อแดงนั้นได้” และในที่สุด ท่านก็ยังคงรับประทานมันอยู่ และเป็นไปได้ที่การลดน้ำหนักจะประสบความสำเร็จยาก หากท่านงดการรับประทานเนื้อไปอย่างเด็ดขาด ไม่เพียงแต่ที่ท่านจะขจัดไขมันได้ปริมาณมากจากการควบคุมอาหาร เพื่อการลดน้ำหนักแต่หลังจากนั้นไม่นานท่านก็จะไม่พลาดที่จะลิ้มรสมันได้เลย
13. ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับไขมัน Veckerelli หัวหน้าแห่ง Norwich Inn & Spa ใน Norwich, Connecticut ได้เตือนเอาไว้ว่า “ไขมันเป็นตัวยับยั้งการลดน้ำหนักที่ใหญ่ที่สุด” และกล่าวต่อไปอีกว่า “ผู้คนถูกทำให้คิดถึงเรื่องการลดคอเลสเตอรอลของตนเอง ดังนั้นพวกเขาอาจจะรับประทานเนยเทียมแทนเนย แต่พวกเขาคงลืมไปว่าไขมันหนึ่งช้อนโต๊ะก็คือไขมันหนึ่งช้อนโต๊ะอยู่วันยังค่ำ
หลายคนเชื่อว่ายิ่งพวกเขารับประทานไขมันที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ (เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันจากต้น Canola) มากเท่าใดก็จะทำให้พวกเขาได้รับปริมาณไขมันที่ดีดังกล่าวมากตามไปด้วย แต่ในที่สุดก็จะพบว่าน้ำหนักตัวมิได้ลดลงไปเลย “ดังนั้นหากต้องการลดน้ำหนัก ท่านจำต้องเริ่มคำนึงถึงปริมาณที่ท่านรับประทานเข้าไปโดยอัตโนมัตินั่นคือ ปริมาณที่พอดีนั่นเอง”
สิ่งสำคัญ 7 ประการเกี่ยวกับการเผาผลาญไขมันข้าพเจ้าได้ทำงานวิจัยมาแล้วจำนวนมาก และพบว่ามีสิ่งสำคัญ อยู่ 7 ประการที่ข้าพเจ้าใคร่จะร่วมแบ่งปันกับทุกท่านดังนี้
1. การควบคุมอาหารเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการลดน้ำหนัก แต่มิได้หมายความว่าท่านจะต้องปล่อยให้ตัวท่านรู้สึกหิว เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายต่อตัวท่านเอง ร่างกายของท่านจะเข้าสู่โหมดของความหิวและจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปก็คงจะคาดเดาได้ไม่ยาก นั่นคือ การลดลงของระบบการเผาผลาญและรค่างกายจะสั่งการให้เกิดการเก็บสะสมทุกอย่างในร่างกายซึ่งสุดท้ายจะเปลี่ยนไปเป็นไขมัน ท่านจะต้องลดปริมาณการบริโภคแคลอรี่ส์เพื่อที่จะลดน้ำหนักหรือเผาผลาญไขมัน แต่ท่านจะต้องได้รับอาหารในปริมาณที่เพียงพอต่อการปฏิบัติดังกล่าว ไม่ควรรับประทานขนมปังจำนวนมาก และพยายามงดโซดา แอลกอฮอลล์ หรือของหวานทั้งหลาย เพราะอาหารเหล่านี้จะส่งผลให้มีระดับน้ำตาลในเลือดของท่านสูงขึ้น อันจะทำให้กระบวนการเผาผลาญไขมันลดประสิทธิภาพลง จงปฏิบัติตามกรอบที่ท่านสามารถพึงจะปฏิบัติได้ การลดการบริโภคที่เคยกระทำเป็นนิจลงจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่เร็วขึ้นและดีกว่าด้วย
2. ไดเอท ไม่ใช่การควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนัก ผู้คนพากัน “ควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนัก” และลงมือปฏิบัติเพียงชั่วระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น จากนั้นก็จะหยุดและกลับไปทำตามปรกติวิสัยที่เคยปฏิบัติมา ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ท่านรู้สึกไร้สุขกับรูปลักษณ์ของตนเอง การควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักเพียงชั่วระยะสั้น ๆ นั้นไม่ได้ผล ได้มีการกล่าวอ้างเกี่ยวกับการควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักว่าจะสามารถลดน้ำหนักลงได้ภายในระยะไม่กี่สัปดาห์ แต่ก็ต้องใช้เวลานานกว่าที่ท่านจะได้รับแรงกระตุ้นใหม่อีกครั้ง และระบบการเผาผลาญพลังงานของท่านก็ทำงานลดประสิทธิภาพลงเนื่องจากการรับประทานอาหารไม่เพียงพอในช่วงควบคุมอาหาร ซึ่งจะส่งผลให้น้ำหนักตัวของท่านเพิ่มขึ้นอีกด้วย
3. ท่านไม่จำเป็นต้องกังวลหรือเหนื่อยยากเกี่ยวกับการเผาผลาญพลังงานแคลอรี่ส์ “การเผาผลาญ” หมายถึงการใช้พลังงานแคลอรี่ส์เท่านั้น แต่มักจะมีความหมายในบริบทอื่นด้วย เหตุผลหลักอย่างง่ายที่ผู้คนมีให้ในเวลาของการลดน้ำหนักในช่วงฤดูร้อน คือการที่พวกเขาเหล่านั้นไม่สามารถสวมชุดต่าง ๆ ได้ นั้น ทำให้การรับประทานและการออกกำลังกายของพวกเขา เป็นไปด้วยความรู้สึกที่ดี
4. ท่านสามารถเผาผลาญไขมันด้วยการออกกำลังกาย ทั้งรูปแบบที่เต็มไปด้วยการเอาจริงเอาจังมากและเอาจริงเอาจังน้อย เป็นเรื่องจริง เมื่อท่านรักษาระดับอัตราการเต้นของหัวใจ ณ ระดับหนึ่ง การเผาผลาญไขมันของท่านจะสามารถเผาผลาญได้ดีทั้งขณะที่ร่างกายออกกำลังกายมากและขณะที่ร่างกายมีการออกกำลังกายน้อย หรือบางทีก็อาจเผาผลาญได้ดีกว่าตอนที่ออกกำลังกายอย่างหนักเสียอีก แนวคิดที่ดีที่สุดคือ การเลือกทั้งสองอย่าง อย่างละน้อย การออกกำลังกายในช่วงเช้าก่อนการรับประทานอาหาร จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของท่านลดลงต่ำมาก และไขมันก็จะถูกเผาผลาญ แต่ให้ระวังแรงกระตุ้นที่จะทำให้ท่านรับประทานมากเกินไปในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายในช่วงเช้าก่อนรับประทานอาหารเช้าจะทำให้รู้สึกอยากอาหารได้มาก
5. ท่านสามารถลดไขมันได้ในหนึ่งส่วนของร่างกาย ร่างกายของท่านจะสะสมไขมันโดยการกำหนดของกลไกทางพันธุกรรมซึ่งขึ้นอยู่กับเพศ เช่น ข้าพเจ้าเป็นผู้ชาย ดังนั้น ร่างกายของข้าพเจ้าก็จะสะสมไขมันไว้ตามกล้ามหน้าท้อง และบริเวณสีข้าง ข้อเท็จจริงคือ ร่างกายท่านจะมีการเผาผลาญไขมันที่เป็นไปในลักษณะตรงกันข้ามกับลักษณะการสะสม ดังนั้นบริเวณของร่างกายที่มีปัญหาของท่านหรือส่วนที่ท่านต้องการจะขจัดส่วนเกินออกไปก็จะถูกกำจัดออกไปเป็นจุดสุดท้าย บริเวณบางส่วนเหล่านั้นจะถูกเผาผลาญให้แลดูเพรียวขึ้น แต่แขนและขาของท่านจะถูกเผาผลาญไขมันออกไปก่อนบริเวณของหน้าท้องและก้น
6. ผู้หญิงที่ออกกำลังกายด้วยการยกน้ำหนักผลลัพธ์ที่ได้จะไม่เหมือนกับผู้ชาย นี่เป็นหนึ่งในเรื่องที่ไม่น่าพึงใจที่สุดเรื่องหนึ่ง มันเป็นไปไม่ได้ที่ปราศจากการใช้ยา สำหรับการออกกำลังกายด้วยการยกน้ำหนักเพื่อความใหญ่และเพิ่มปริมาณของกล้ามเนื้อในผู้หญิง การเล่นเวทเทรนนิ่งหรือการออกกำลังกายด้วยการยกน้ำหนักนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการออกกำลังกายเพื่อการเผาผลาญไขมัน กล้ามเนื้อจะใช้พลังงานแคลอรี่ส์มากกว่าการสะสมไขมัน ดังนั้นยิ่งมีการเผาผลาญปริมาณพลังงานแคลอรี่ส์ที่มากขึ้นเท่าใด ท่านก็จะได้มวลกล้ามเนื้อที่ปราศจากไขมันมากขึ้นตามมาด้วยเท่านั้น นอกจากนี้ การออกกำลังกายด้วยการเล่นเวทเทรนนิ่งหรือการยกน้ำหนักนี้ จะเป็นการดีต่อกระดูกของท่าน จงเลี่ยงการออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์เครื่องจักรต่าง ๆ เพราะให้ประสิทธิภาพน้อยกว่าการออกกำลังกายด้วยการยกน้ำหนักโดยใช้มือและแขน (free weight) และควรกะปริมาณน้ำหนักที่มีความพอดีกับท่านจะได้ไม่ได้รับบาดเจ็บขณะออกกำลังกาย
7. จงมุ่งให้ความสำคัญไปที่องค์ประกอบของร่างกายมากกว่าสเกล แม้นว่าท่านต้องการลดน้ำหนัก ท่านจะต้องแทนที่ไขมันด้วยมวลกล้ามเนื้อและเพิ่มน้ำหนักกล้ามเนื้อมากกว่าน้ำหนักของไขมัน อย่างไรก็ตาม กล้ามเนื้อมีความน่าดึงดูดใจและมีประโยชน์มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขั้นแรกของการลดน้ำหนัก ท่านจะเกิดกังขาว่าเหตุใดตัวเลขบนตราชั่งจึงไม่แสดงถึงความก้าวหน้าในการลดน้ำหนักให้เห็นเลย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ท่านจะพบว่าตัวเลขบนตราชั่งจะไม่สามารถบอกถึงความก้าวหน้าในการลดน้ำหนักได้ดีเท่ากับขนาดที่ลดลงไปได้เลย
ท่านเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้อความต่อไปนี้อ้างแหล่งข้อมูลจากเว็บไซต์
http://rheumatic.org/sugar.htmเหตุผล จำนวน 140 เหตุผลว่า เหตุใดน้ำตาลจึงเป็นตัวทำลายสุขภาพของท่าน
1. น้ำตาลสามารถยับยั้งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้
2. น้ำตาลทำให้การทำงานที่สัมพันธ์กันของแร่ธาตุในร่างกายผิดปรกติได้
3. น้ำตาลสามารถทำให้เกิดอาการสมาธิสั้น ความวิตกกังวล การไม่มีสมาธิ และการมีอารมณ์ฉุนเฉียวในเด็กได้
4. น้ำตาลสามารถทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของไตรกลีเซอไรด์ (สารอาหารประเภทไขมันที่ได้จากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป และจากการสร้างขึ้นเองในร่างกายโดยตับและลำไส้เล็ก เป็นตัวสร้างไตรกลีเซอไรด์ 1 กรัม ให้พลังงาน 9 แคลลรี่ ไตรกลีเซอไรด์ละลายอยู่ในเลือดได้โดยรวมตัวกับโปรตีน ดูดซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย บางส่วนถูกสะสมไว้ที่เนื้อเยื่อไขมัน ทำให้หลอดเลือดแดงแข็งตัว และมีอาการร่วมคือ ตับโต ม้าม) อย่างมีนัยสำคัญ
5. น้ำตาลลดประสิทธิภาพของการป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียในร่างกาย
6. น้ำตาลเป็นสาเหตุของการสูญเสียความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อและหน้าที่ ยิ่งท่านรับประทานน้ำตาลมากเพียงใด ร่างกายของท่านก็จะยิ่งสูญเสียความยืดหยุ่นและระบบการทำงานมากขึ้น
7. น้ำตาลทำให้ความหนาแน่นของ lipoproteins (เป็นไขมันธรรมดาที่อยู่รวมกับกรดอะมิโนหรือโปรตีนพบในเยื่อหุ้มเซลล์ ในระบบหมุนเวียนเลือดสาร lipoprotein จะหุ้มคลอเรสตอรอลเพื่อทำหน้าที่ขนส่งไปตามกระแสโลหิตสู่ยังเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกายเพื่อนำไปใช้งาน)ลดลงต่ำ
8. น้ำตาลทำให้ร่างกายขาด Chromium
9. น้ำตาลทำให้เป็นมะเร็งในรังไข่ได้
10. น้ำตาลทำให้ระดับน้ำตาลกลูโคสเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
11. น้ำตาลทำให้ร่างกายขาดธาตุทองแดง (copper)
12. น้ำตาลยับยั้งการดูดซึมของแคลเซียมและแมกนีเซียม
13. น้ำตาลทำให้การมองลดประสิทธิภาพลง
14. น้ำตาลเพิ่มระดับสารเคมีในสมอง พวกสาร dopamine, serotonin, และ nor epinephrine ซึ่งเป็นอันตรายต่อการส่งสัญญาณของระบบประสาท
15. น้ำตาลเป็นสาเหตุของการเกิด hypoglycemia หรือภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ
16. น้ำตาลทำให้เกิดกรดในระบบย่อยอาหาร
17. น้ำตาลทำให้เกิดการเพิ่มสูงของระดับ adrenaline ในร่างกายเด็กอย่างรวดเร็ว (เพราะการเพิ่มอะดรีนารีลส่วนเกินนี้จะทำให้หัวใจไวต่อการเกิดปฏิกิริยาต่ออะดรีนารีน ผลที่ตามมาก็คือ อัตราการเต้นของหัวใจด้านต่ำจะมีอัตราที่สูงขึ้น)
18. น้ำตาลทำให้เกิดกระบวนการย่อยและดูดซึมอาหารเสียไปในผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคในลำไส้
19. น้ำตาลทำให้เกิดริ้วรอย
20. น้ำตาลนำไปสู่การเกิดอาการแอลกอฮอล์ลิสซึม
21. น้ำตาลทำให้ฟันผุ
22. น้ำตาลทำให้เป็นโรคอ้วน
23. การรับประทานน้ำตาลในปริมาณสูงทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคระบบทางเดินอาหารอักเสบ หรือโรคลำไส้อักเสบและโรคแผลอักเสบในลำไส้ใหญ่
24. น้ำตาลสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบุคคลที่เป็นโรคแผลในกระเพาะอาหารหรือแผลในลำไส้เล็กส่วนตัน
25. น้ำตาลสามารถทำให้เกิดโรคข้ออักเสบได้
26. น้ำตาลสามารถทำให้เกิดโรคหืดได้
27. น้ำตาลยับยั้งการควบคุมการเกิดโรคการติดเชื้อจากยีสต์ในร่างกาย
28. น้ำตาลทำให้เกิดโรคนิ่วในถุงน้ำดี
29. น้ำตาลทำให้เกิดโรคหัวใจ
30. น้ำตาลทำให้เกิดโรคไส้ติ่งอักเสบ
31. น้ำตาลทำให้เกิดโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง
32. น้ำตาลทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร
33. น้ำตาลทำให้เกิดโรคเส้นเลือดขอด
34. น้ำตาลสามารถทำให้ระดับกลูโคสและอินซูลินสูงขึ้นในกลุ่มผู้ใช้ยาคุมกำเนิด
35. น้ำตาลนำไปสู่การเกิดโรคปริทันต์
36. น้ำตาลทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน
37. น้ำตาลทำให้เกิดภาวะน้ำลายเปลี่ยนเป็นกรดและเกิดการอักเสบในร่างกาย
38. น้ำตาลทำให้เกิดการลดลงของระดับอินซูลิน
39. น้ำตาลทำให้เกิดการลดลงของไวตามินอีในเลือด
40. น้ำตาลทำให้เกิดการลดลงของ growth ฮอร์โมน
41. น้ำตาลทำให้เกิดการเพิ่มของคอเรสเตอรอล
42. น้ำตาลเพิ่มค่าความดันโลหิตตัวบน (หรือเรียกอย่างหนึ่งว่า systolic blood pressure มีค่าสูงเป็นค่าที่เกิดขึ้นขณะที่หัวใจห้องล่างบีบตัว เพราะปกติแล้วหัวใจเป็นศูนย์กลางสูบฉีดโลหิตโดยวงจรหมุนเวียนโลหิตเป็นแบบวงจรปิด การบีบตัวของหัวใจเพื่อดันให้โลหิตไหลผ่านเส้นโลหิต จะเกิดมีแรงต้านของหลอดโลหิตต่อการไหลของโลหิต เรียกว่าความดันโลหิต (Blood pressure) ซึ่งมี 2 ค่า คือค่าความดันโลหิตตัวบนและตัวล่างซึ่งจะมีค่าต่ำกว่าเกิดขณะหัวใจห้องล่างคลายตัว)
43. น้ำตาลเป็นสาเหตุของการเกิดอาการครึ่งหลับครึ่งตื่นในเด็กทำให้ทำกิจกรรมได้น้อยลง
44. การรับประทานน้ำตาลในปริมาณที่สูงจะเพิ่มโอกาสการเกิดภาวะ Glycation (หรือเรียกว่า non-enzymatic glycosylation) คือ การที่มีน้ำตาลเช่น ฟรุกโตส ,กลูโคส มายึดติดกับโมเลกุลของโปรตีน หรือไขมัน โดยไม่ต้องอาศัย enzyme มาช่วย กลูโคสบางส่วนจะเกิดการรวมตัวกันกับ Hemoglobin ในเม็ดเลือดแดง เกิดเป็น Glycated Hemoglobin ซึ่งส่วนนี้ ที่จะไปถึงผิวของเรา และบางที เชื้อ P.Acne ก็จะได้น้ำตาลในเม็ดเลือดชนิดนี้ เป็นอาหาร ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มเซลล์ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของความชรา)
45. น้ำตาลทำให้เกิดการยับยั้งการดูดซึมของโปรตีน
46. น้ำตาลเป็นสาเหตุของการแพ้อาหาร
47. น้ำตาลทำให้เป็นโรคอ้วน
48. น้ำตาลทำให้เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษในสตรีมีครรภ์
49. น้ำตาลทำให้เกิดโรคผิวหนังอักเสบในเด็ก
50. น้ำตาลเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน